โอกาส ทางรอด เกษตรกรไทย AEC

โอกาส ทางรอด เกษตรกรไทย AEC

 

Asean-01

คอลัมน์: ไม่ใช้อารมณ์ เรื่อง: สุรินทร์ ปัทมาสศนุพงศ์  ภาพ: อมรรัตน์ กุลประยงค์

ท่ามกลางสถานการณ์ทางเศรษฐกิจโลกที่มีทิศทางชะลอลงในช่วงปี 2556-2557 ได้ส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงภาพรวมการส่งออกของไทย โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตรส่งออกสำคัญหลายรายการของไทย ให้มีทิศทางที่ไม่สดใสนัก จากปัจจัยกดดันสำคัญด้านราคา จึงนับเป็นความท้าทายที่อาจต้องเร่งปรับตัวด้านการบริหารจัดการอุปทานที่จะออกสู่ตลาด ตลอดจนด้านการทำตลาด อันจะเป็นการผลักดันราคาสินค้าเกษตรให้สูงขึ้น เพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรไทย บนย่างก้าวที่สินค้าเกษตรไทยยังคงมีศักยภาพ ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปี 2558 คาดการณ์ว่า อาจมีความเสี่ยงในหลายภูมิภาคที่ยังคงต้องจับตา ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อที่มีต่อสินค้าเกษตรของไทยได้

ในขณะที่เป้าหมายของ AEC ในปี 2558 ซึ่งกำหนดให้ประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ เป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวที่มีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน แรงงานฝีมือโดยเสรี และการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เสรีมากขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียน รวมทั้งลดช่องว่างการพัฒนาระหว่างประเทศสมาชิก และส่งเสริมการรวมตัวกับประชาคมโลกของอาเซียน ประเทศไทย โดยเฉพาะนักธุรกิจ และนักลงทุนจะได้รับประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ แรงงาน และวัตถุดิบหรือสินค้ากึ่งสำเร็จรูปจากประเทศอาเซียนอื่นๆ ในราคาที่ถูกลง และสามารถย้ายฐานการผลิตหรือการลงทุนไปได้สะดวกมากขึ้น รวมทั้งมีโอกาสขยายการค้าและบริการได้กว้างขวางมากขึ้นโดยการสร้างพันธมิตรกับผู้ประกอบการในประเทศอื่นเพื่อสร้างขีดความสามารถการแข่งขันและอำนาจการต่อรองร่วมกัน ตลาดจนสามารถใช้ระบบโลจิสติกส์ที่สะดวกและถูกลงด้วย ทั้งนี้ คนไทยก็มีโอกาสเลือกซื้อสินค้าและใช้บริการที่มีคุณภาพและหลากหลายในราคาที่เป็นธรรม เนื่องจากมีการแข่งขันในตลาดเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะ สินค้าการเกษตร

ดัชนีภาคเกษตรของไทย(รูป1)

จากข้อมูลดัชนีภาคเกษตรของไทย ในไตรมาสที่ 3 ปี 2557 ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรหดตัวอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลในไตรมาสที่ 1 ปี 2558  ซึ่งจากข้อมูลภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนมกราคม 2558 ของกระทรวงการคลังรายงานว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนมกราคม 2558 พบว่า การลงทุนภาคเอกชนยังคงส่งสัญญาณชะลอตัว ในขณะที่การส่งออกสินค้าหดตัว โดยเฉพาะการส่งออกไปยังประเทศจีนในหมวดสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรประเภท ยางพารา เป็นสำคัญ”
ปัญหาหลักเกษตรไทย

1.ภาคเกษตรในประเทศขาดการพัฒนาและนวัตกรรมมายาวนาน ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตต่ำกว่าประเทศอื่น และขาดการยกระดับความสามารถแก่ประชากรเกษตรอย่างจริงจังต่อเนื่อง รวมทั้งเกษตรกรส่วนใหญ่อยู่ในวัยสูงอายุกับขาดแคลนทั้งแรงงานและผู้สืบทอดอาชีพเกษตร ทำให้ธุรกิจเกษตรต้นน้ำมีปัญหา

2.นโยบายภาครัฐขาดความแน่นอนและต่อเนื่อง อีกทั้งนโยบายการแทรกแซงระบบตลาดทำให้สินค้าเกษตรขาดศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก รวมทั้งต้นทุนการผลิต ค่าแรงงาน ราคาพลังงาน และค่าขนส่งล้วนสูงกว่าประเทศอื่น ทำให้ธุรกิจเกษตรกลางน้ำและปลายน้ำเสียเปรียบเชิงแข่งขันกับประเทศอื่น

3.นักลงทุนอื่นๆ จากทั้งในอาเซียนและนอกภูมิภาคเข้ามาแสวงประโยชน์ในภาคเกษตรไทยเพิ่มมากขึ้น เช่น กว้านซื้อที่ดินแล้วจ้างทำเกษตร หรือ ทำสัญญาจ้างผลิตสินค้าเกษตร หรือทำธุรกิจแบบ Joint Venture หรือแบบ Nominee ทำให้เกษตรกรรายย่อยสูญเสียที่ดินและอาชีพมากขึ้น

เปรียบเทียบศักยภาพการแข่งขันของภาคเกษตรไทยกับในอาเซียน

อาเซียน2

นอกจากการเปรียบเทียบศักยภาพการแข่งขันของภาคเกษตรไทยกับในอาเซียนแล้ว ยังมีการมีการวิเคราะห์กันว่า ในปี 2558 ภาพรวมสินค้าเกษตรหลักของไทย อาจมีทิศทางการขยายตัวในกรอบจำกัด ตามภาวะตลาดโลกที่เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้ายังฟื้นตัวไม่ชัดเจน และผลทางด้านอุปทานโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง อีกทั้งทิศทางการอ่อนตัวของราคาน้ำมันในตลาดโลก ล้วนส่งผลกดดันราคา ซึ่งคาดว่าสินค้าเกษตรที่อาจปรับตัวได้ในกรอบจำกัด คือ ข้าว และยางพารา ขณะที่สินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มการเติบโตอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดีคือ มันสำปะหลัง โดยมีแนวโน้มการขยายตัว จากความต้องการของจีนที่ยังมีรองรับ เพื่อนำไปผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และพลังงานทดแทนอย่างเอทานอล

วิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันสินค้าเกษตรที่สำคัญของไทยกับคู่แข่งในอาเซียน

วิเคราะห์ TCM : Thailand Competitiveness Matrix

  • พิจารณาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ ปัจจัยที่สร้างความน่าสนใจให้กับสินค้านั้น

(Attractiveness Factors) และปัจจัยด้านการแข่งขันของแต่ละสินค้า

(Competitiveness Factors) ตามแนวนอน

  • เพื่อให้ทราบถึงตำแหน่งของสินค้า และกำหนดแนวทางพัฒนาที่สอดคล้องกับศักยภาพ

รวม 7 กลุ่ม 23 ชนิดสินค้า ได้แก่

  1. กลุ่มสินค้าประมง (กุ้ง ปลาทูน่า ปลานิล และกุ้งก้ามกราม)
  2. กลุ่มสินค้าปศุสัตว์ (ไก่เนื้อ ไข่ไก่ โคนม โคเนื้อ และสุกร)
  3. กลุ่มสินค้าผลไม้ (ทุเรียน ลำไย มังคุด มะม่วง และสับปะรด)
  4. กลุ่มสินค้าข้าว
  5. กลุ่มสินค้าไม้ยืนต้น (ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว ยางพารา และกาแฟ)
  6. กลุ่มสินค้าพืชไร่ (มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อยโรงงาน)
  7. กลุ่มสินค้าไหม

กลุ่มสินค้าที่มีโอกาส

  • ปศุสัตว์ เช่น ไก่ สุกร นมโคและผลิตภัณฑ์
  • โคเนื้อและผลิตภัณฑ์
  • อ้อยโรงงาน /น้ำตาลทราย
  • ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง
  • ผลไม้ เช่น มังคุด ลำไย มะม่วง
  • อาหารแปรรูป

กลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพใกล้เคียงกับคู่แข่ง

  • ข้าว
  • ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
  • กุ้ง
  • ไหม

กลุ่มสินค้าที่จะได้รับผลกระทบ

  • เมล็ดกาแฟ
  • น้ำมันปาล์ม
  • มะพร้าว

ภาคเกษตรไทยจึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวในยุคเศรษฐกิจเสรีอาเซียน โดยการสร้างโอกาสและลดข้อเสียเปรียบของเกษตรกร ด้วยการรวมกลุ่มและเครือข่ายเกษตรกรให้เข้มแข็งในรูปของวิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์การเกษตร ทั้งนี้ ต้องอาศัยรวมกลุ่มองค์ความรู้จากงานวิจัยและภูมิปัญญาโดยสถาบันวิชาการกับความร่วมมือจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สิ่งสำคัญคือ การประสานความร่วมมือจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยโดยเร่งพัฒนาระบบข้อมูลของเกษตรกรทุกสาขาที่เกี่ยวข้องเพื่อเสนอแนวทางนโยบายที่รองรับผลกระทบจาก  AEC

นอกจากนั้น ยังต้องเน้นการวิจัยและพัฒนา นวัตกรรมองค์ความรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพของสินค้าเกษตรให้แก่เกษตรกร รวมทั้งควรกำหนดเขตเกษตรเศรษฐกิจให้ชัดเจน ที่สอดคล้องกับแผนการผลิตและการตลาดพร้อมทั้งมาตรการคุ้มครองพื้นที่เกษตรไม่ให้ถูกนำไปใช้เพื่อการอื่น ในขณะเดียวกัน ก็ควรปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการขยายตัวด้านขนส่งสินค้าเกษตรสู่ตลาดที่ใหญ่ขึ้น

AEC จะนำมาซึ่งโอกาสทั้งการค้าและการลงทุนและจะช่วยยกระดับเศรษฐกิจในภาพรวมให้ไทยและอาเซียนมีความโดดเด่นในระบบเศรษฐกิจของโลก ทั้งก่อให้เกิดผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยง ดังนั้น จำเป็นต้องใช้จุดเด่นที่มีอยู่ สร้างความเข้มแข็งให้เเก่สินค้าเกษตรและอาหารของไทย เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันทั้งภาครัฐ เกษตรกร และผู้ประกอบการต้องร่วมมือกันเตรียมความพร้อมและเร่งปรับตัวรองรับการเปิดเสรีอย่างเต็มรูปแบบ

********************
ข้อมูลอ้างอิง

  • ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
  • สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
  • สำนักเศรษฐกิจการเกษตรระหว่างประเทศ/สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
  • วารสารเศรษฐกิจเกษตร
  • การปรับตัววิสาหกิจชุมชนเพื่อรองรับ AEC นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ
  • สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร

 ABOUT THE AUTHOR

กองบรรณาธิการเว็บไซต์ aftershake.net เว็บที่มีเนื้อหาว่าด้วยการปฏิรูปที่พยายามย่อยเรื่องยากให้เข้าใจง่ายแบบคนธรรมดาสามัญ