ดูอีกครั้ง 5 พื้นที่ ใช้ ม.44 กำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษ – กนอ.เผยแผนเดินหน้าต่อเนื่อง

ดูอีกครั้ง 5 พื้นที่ ใช้ ม.44 กำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษ – กนอ.เผยแผนเดินหน้าต่อเนื่อง

คืบหน้าเขตเศรษฐกิจพิเศษ หลัง คสช.กำหนดพื้นที่ 5 จังหวัด ผู้ว่าฯ กนอ.เผยราคาที่ดินที่แพงขึ้น ทำให้รัฐบาลตัดสินใจใช้มาตรา 44 ประกาศเพิกถอนที่ป่า ที่ดินปฏิรูป และที่สาธารณะอื่นๆ ให้เป็นที่ราชพัสดุ 

เผยที่ดินแพง ทำรัฐฯ ใช้มาตรา 44 กำหนดที่ป่า เขตปฏิรูป ที่ดินสาธารณะเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ

29 พ.ค. 2558 สำนักข่าวไทย รายงานว่า นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยความคืบหน้าการจัดหาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมในเขตเศรษฐกิจพิเศษ 5 จังหวัด ได้แก่ ตาก มุกดาหาร หนองคาย สระแก้ว และตราด ว่า ขณะนี้ได้ข้อสรุปแล้วทั้ง 5 จังหวัด โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 มีคำสั่งให้เพิกถอนที่ดินจากป่าสงวนแห่งชาติ เขตป่าไม้ถาวร เขตปฏิรูป และที่ดินสาธารณะ ให้เป็นที่ราชพัสดุเพื่อนำมาใช้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ขั้นตอนต่อไป กนอ.จะเจรจารายละเอียดกับกรมธนารักษ์ ตกลงเรื่องเงื่อนไข ค่าเช่า และอื่นๆ โดยจะมีระยะเวลาการเช่าอย่างน้อย 50 ปี

นายวีรพงศ์ ยอมรับว่า หลังจากรัฐบาลประกาศนโยบายกำหนดพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดน ทำให้ราคาที่ดินเพิ่มขึ้น จึงแก้ปัญหาด้วยการนำที่สาธารณะมาใช้ ด้วยการออกคำสั่งโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ดังกล่าว

สำหรับพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ 5 จังหวัดที่ประกาศแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมการพัฒนาพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานรองรับ โดยจะเริ่มโครงการปี 2561 โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จะให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งจะต้องยื่นขอ บีโอไอ ภายในปี 2560 

และเฟสต่อไปรัฐบาลมีแผนจะประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มอีกใน 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย นครพนม กาญจนบุรี นราธิวาส และ อ.สะเดา จ.สงขลา

กนอ.แจงกระบวนการเดินหน้า เล็งเสนอใช้ มาตรา 44 ลดขั้นตอนทำอีไอเอคู่กับการของบประมาณ

ด้าน ประชาชาติธุรกิจ ระบุ นายวีรพงศ์ เปิดเผยระหว่างการเสวนาเรื่อง “ตอบโจทย์ เขตเศรษฐกิจพิเศษ” จัดโดย กนอ. ที่โรงแรมสวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ เมื่อวันที่ 28 พ.ค.ที่ผ่านมาว่า ขณะนี้ได้กำหนดพื้นที่ก่อสร้างนิคมฯ ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนในเฟสแรก 5 จังหวัดอย่างชัดเจนแล้ว

กนอ.แบ่งการพัฒนานิคมฯ ออกเป็น 2 ระยะคือ ระยะที่ 1 มี 3 พื้นที่ คือ 1.พื้นที่ ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก 2. ต.ป่าไร่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว และ 3.ต.สำนักขาม อ.สะเดา จ.สงขลา ส่วนระยะ 2 มี 2 พื้นที่ คือ 1.ต.คำอาฮวน อ.เมืองมุกดาหาร และ 2.ต.ไม้รูด อ.คลองใหญ่ จ.ตราด

นายวีรพงศ์กล่าวว่า กนอ.ได้กำหนดกรอบเวลาการดำเนินงาน ปี 2559 จะเร่งรัดก่อสร้างนิคมฯ ระยะที่ 1 ศึกษาความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของการจัดตั้งนิคมฯ ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ออกแบบรายละเอียดงานก่อสร้างนิคมฯ ปี 2560 เริ่มก่อสร้างนิคมฯ และปี 2561 เปิดดำเนินงาน 

ส่วนระยะที่ 2 จะเริ่มศึกษาความเหมาะสม ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ออกแบบก่อสร้าง ในปี 2561 จากนั้นจะเริ่มก่อสร้างในปี 2562 และจะเปิดดำเนินการในระยะ 2 ปี 2563

“กนอ.จะพยายามเร่งดำเนินงานทั้ง 2 ระยะให้รวดเร็วที่สุด ระยะการดำเนินงานก่อนเริ่มก่อสร้างจะใช้เวลาประมาณ 20 เดือน แบ่งเป็นการทำรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือ อีไอเอ ประมาณ 8 เดือน ส่วนนี้จะไม่สามารถลดขั้นตอนได้ ที่เหลือเป็นขั้นตอนในการขออนุมัติงบประมาณ จึงมองว่าน่าจะลดขั้นตอนการดำเนินงานได้เร็วกว่านี้ ดังนั้นจะเสนอคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษหรือ กนพ. ให้ลดขั้นตอนการดำเนินงาน หรืออาจใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเข้ามาแก้ไข เพื่อให้สามารถจัดทำอีไอเอควบคู่กับขั้นตอนการของบประมาณ” นายวีรพงศ์กล่าว

นายวีรพงศ์กล่าวว่า สำหรับงบลงทุนตลอดทั้ง 2 ระยะ คาดว่าจะใช้ 6,656 ล้านบาท จากจำนวน 4,437 ไร่ คิดเป็นไร่ละ 1.5 ล้านบาท และ กนอ.จะเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ อาทิ โรงไฟฟ้า โรงบำบัดน้ำเสีย ประปา และจะเปิดให้เช่าทั้งหมด โดยอัตราค่าเช่าจะไม่สูงกว่าพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีอัตราระหว่าง 1-2.5 แสนบาทต่อไร่ต่อปี โดย กนอ.คาดว่าจะมีค่าเช่าประมาณ 1-1.5 แสนบาทต่อไร่ต่อปี ส่วนรูปแบบการเช่าที่ดินจะใช้ตามระเบียบใหม่ของกรมธนารักษ์ที่มีระยะเวลาการเช่า 50 ปี และต่ออายุได้อีก 49 ปี

ภาครัฐเตรียมมอบสิทธิพิเศษให้กับนักลงทุน เริ่มที่ อ.แม่สอด จ.ตาก-อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

ความคืบหน้าล่าสุดวันนี้ (29 พ.ค. 2558) ข่าวทำเนียบรัฐบาลรายงานว่า เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับการลงทุนภาคเอกชน เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษและการส่งเสริมการลงทุนเขตธุรกิจ โดยภายหลังการประชุม หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมและเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (รมช.คค. และเลขา สศช.) ได้แถลงผลการประชุม สรุปสาระสำคัญดังนี้

หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการจัดหาที่ดินและบริหารจัดการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ได้รายงานให้ที่ประชุมรับทราบว่าขณะนี้กระทรวงมหาดไทยได้จัดเตรียมที่ดินเพื่อให้เอกชนเช่าระยะยาว 30 – 50 ปี ในพื้นที่ที่ประกาศเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน 6 แห่งในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ ตาก มุกดาหาร สงขลา สระแก้ว และตราด เรียบร้อยแล้ว เตรียมโอนให้กรมธนรักษ์ และประกาศให้เอกชนเช่าต่อไป จากนั้นเอกชนที่สนใจให้ติดต่อขอเช่าที่ดินที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด

“อัตราค่าเช่าที่ดินในเขตนิคมอุตสาหกรรมเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนจะถูกมาก เช่น ที่ จ.สระแก้ว หากเป็นที่ดินดิบๆ เอาไปถมที่ดินเอง สร้างถนน ไฟฟ้า น้ำประปาเอง จะเสียค่าเช่าในอัตรา 32,000 บาท/ไร่/ปี หรือเดือนละไม่ถึง 3,000 บาท แต่หากไม่ต้องการพัฒนาที่ดินเอง ให้นิคมจัดสร้าง ถนน น้ำประปา ไฟฟ้าให้จะเสียค่าเช่า 160,000 บาท/ไร่/ปี”

หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีเอกชนสนใจที่จะลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แล้วจำนวน 6 ราย อยู่ในประเภทกิจการต่างๆ ดังนี้ กิจการผลิตลวด และแปรรูปสินค้าเกษตร ต้องการลงทุนที่ จ.สระแก้ว กิจการผลิตชั้นวางสินค้าพลาสติก ที่ จ.สระแก้ว กิจการผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้และเหล็ก จ.ตาก และ จ.สระแก้ว และกิจการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก ที่ จ.สระแก้ว และ จ.มุกดาหาร

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกล่าวว่า เอกชนที่สนใจลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ติดต่อได้ที่ศูนย์ดำรงธรรม โดยจะใช้เวลาประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 7 วัน จากนั้นจะได้คำตอบว่าจะต้องขออนุญาตด้านใดบ้าง ใช้เวลานานเท่าใด ถ้าต้องการลงทุนจริงๆ ในเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 6 แห่ง เจ้าหน้าที่ของศูนย์ดำรงธรรมจะเดินเรื่องติดต่อประสานหน่วยงานต่างๆ ให้ทั้งหมด

ด้าน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คค. และเลขา สศช. กล่าวว่า ผู้ที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษทั้ง 6 แห่ง จะแบ่งผู้ลงทุนเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ ภาคเอกชนและภาครัฐโดยการลงทุนผ่านการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) สำหรับวิธีการดำเนินการ ภาคเอกชน และ กนอ.จะต้องยื่นแสดงความจำนงขอใช้พื้นที่ โดยขณะนี้ กนอ. ได้ยื่นข้อเสนอขอใช้พื้นที่มาแล้วว่าต้องการใช้พื้นที่จำนวนกี่ไร่ ซึ่งเมื่อกระทรวงการคลังประกาศเรื่องอัตราค่าเช่าพื้นที่แล้ว จะเปิดให้มีการแสดงความจำนงในการเข้าไปพัฒนาพื้นที่

จากนั้นขั้นตอนต่อไป กนอ. และภาคเอกชนผู้แสดงความจำนงทุกรายจะต้องยื่นแผนการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งในแผนการพัฒนาฯ จะต้องมีเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในเขตเศรษฐกิจพิเศษ การจัดหาลูกค้าที่ต้องแสดงให้เห็นจำนวนลูกค้าที่มีอยู่ทั้งลูกค้าคนไทยและต่างชาติ และต้องแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาสาธารณูปโภค รวมทั้งต้องมีแผนการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม

สำหรับเรื่องหลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่าใครจะเป็นผู้ได้รับสิทธิ์ในการเข้าไปใช้พื้นที่ จะต้องมีเกณฑ์ในเรื่องผลงานที่ผ่านมา รวมทั้งดูว่าแผนนั้นสามารถปฏิบัติได้หรือไม่ และการขออนุญาตต่างๆ นั้นมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งเกณฑ์ดังกล่าวจะมีการนำเสนอคณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษต่อไป

รมช.คค. และเลขา สศช. กล่าวต่อว่า พื้นที่เขตเศรษฐกิจที่ได้พิจารณาในวันนี้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษบริเวณชายแดน ซึ่งระยะที่ 1 เริ่มต้นจากบริเวณชายแดน เริ่มจากการนำเข้าสินค้าเกษตรที่จะต้องมีนำเข้าให้ถูกต้อง ให้มีโรงงานแปรรูปที่บริเวณชายแดน จึงได้มีการขอพื้นที่เพื่อพัฒนาให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ พร้อมกันนี้ เมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแล้วจะมีการเคลื่อนย้ายสินค้าและคนได้อย่างเสรี แต่ละประเทศต้องไม่มีกำแพงขวางกั้นเรื่องสินค้าเข้า-ออก ซึ่งประเทศไทยมีชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านหลายจุด ที่แต่ละจุดมีความหนาแน่นของปริมาณการจราจรค่อนข้างมาก จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ได้เริ่มเขตเศรษฐกิจพิเศษบริเวณชายแดนก่อนในระยะแรก เพื่อแก้ปัญหาความแออัดและอำนวยความสะดวกให้สินค้าเข้า-ออกได้ง่ายขึ้น

ส่วนระยะที่ 2 จะเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษพื้นที่ตอนใน ที่ไม่ได้อยู่ในเขตชายแดน ได้แก่ พื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกที่จังหวัดชลบุรี ระยองเป็นหลัก และจะต่อขยายออกไปครอบคลุมถึงปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา นครราชสีมา ซึ่งเป็นที่ปลอดจากน้ำท่วมและสามารถเคลื่อนย้ายแรงงานจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้ามาทำงานได้ อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมที่จะอยู่ในระยะที่ 2 อาจจะอยู่ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจชายแดนก็ได้ แต่จากการวิเคราะห์ประเมินแล้วพบว่าพื้นที่บริเวณชายแดนนักลงทุนส่วนใหญ่จะเป็นคนไทย ขณะที่นักลงทุนต่างชาติก็มีความสนใจแต่อาจจะไม่มีความคุ้นเคยกับบริเวณชายแดน ซึ่งสิ่งที่จะไปยังชายแดนได้จะเป็นเรื่องการใช้แรงงานเป็นส่วนใหญ่ กับการใช้วัตถุดิบทางการเกษตร ฉะนั้นในระยะที่ 2จะมีการพิจารณาประกาศส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องสิทธิประโยชน์ต่างๆ

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ สศช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาเรื่องพื้นที่ตอนใน ซึ่งจะพิจารณาตามศักยภาพของกลุ่มอุตสาหกรรมและบริการ โดยให้ศึกษาเพิ่มเติมใน 9 กลุ่มอุตสาหกรรม คือ 1.กลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยี เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ 2.กลุ่มนวัตกรรม บริษัทที่เข้ามาทำงานศึกษา วิจัย หรือทำงานด้านห้องปฏิบัติการ ห้องแล็ป การออกแบบต่างๆ 3. กลุ่มการท่องเที่ยว 4.กลุ่มเกษตรและอาหาร 5.กลุ่มยาง อุตสาหกรรมที่ใช้ยางเป็นวัตถุดิบ

6. กลุ่มนิคมอากาศยาน 7.กลุ่มเศรษฐกิจดิจิทัล 8.กลุ่มภาคบริการการศึกษานานาชาติ ที่ส่งเสริมให้มีการรับหลักสูตรนานาชาติที่มีมาตรฐานมาใช้กับประเทศไทยเพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และมีการสอนพหุภาษาทั้งระดับประถม มัธยม และอุดมศึกษา และ 9.กลุ่มศูนย์กลางด้านสุขภาพ หรือ Medical HUB ใน 4 ส่วน คือ การให้บริการด้านสุขภาพ การให้บริการส่งเสริมสุขภาพ การให้บริการทางด้านวิชาการและงานวิจัย และผลิตภัณฑ์สุขภาพ โดยที่ประชุมมอบหมายให้ สศช. ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปจัดทำรายละเอียดเพื่อนำเสนอคณะกรรมการฯ และคณะรัฐมนตรีต่อไป

นายอาคม กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่ประชุมให้ความสำคัญเป็นอย่างมากใน 2 พื้นที่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีอยากให้เกิดขึ้นภายในปี 2558 จึงมุ่งเป้าหมายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษสองพื้นที่แรกที่ อ.แม่สอด จ.ตาก กับ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยที่ อ.แม่สอด จ.ตาก จะมีโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 2 ในเดือนก.ค.นี้ ซึ่งคณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษได้อนุมัติหลักการแล้ว โดยกระทรวงคมนาคมจะทำรายละเอียดเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติต่อไป

อีกทั้ง จะมีการสร้างถนนขนาด 4 ช่องจราจรจาก จ.ตาก ไป อ.แม่สอด ทำเส้นทางเชื่อมด่านชายแดนทั้งสองแห่งของ อ.แม่สอด รวมทั้งต่อขยายรันเวย์สนามบินแม่สอด ขณะที่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว จะทำถนนเชื่อมระหว่างพื้นที่ตลาดโรงเกลือ และมีการออกแบบด่านชายแดนแห่งที่สองของ อ.อรัญประเทศ นอกจากนี้ จะมีงบประมาณเพิ่มเติมสำหรับแก้ปัญหาคอขวดที่เข้าไปสู่บริเวณชายแดนในพื้นที่ประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษบริเวณชายแดน 10 จังหวัดระยะแรก

ดูอีกครั้ง 5+3 พื้นที่ ใช้ มาตรา 44 กำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษ

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2558 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศคำสั่ง ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 17/2558 เรื่อง “การจัดหาที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ” (คลิกดู) อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 เร่งรัดกระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งพื้นที่ที่จำเป็นต้องใช้ในการดำเนินการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ โดยเพิกถอนสภาพที่ดินต่างๆ ให้ตกเป็นที่ราชพัสดุ 

ระบุแผนที่แนบท้ายคำสั่ง ดังนี้

1. ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก 

20152905192159.jpg

2. ต.คำอาฮวน อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร

20152905192234.jpg

3. ต.ป่าไร่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

20152905192253.jpg

4. ต.ไม้รูด อ.คลองใหญ่ จ.ตราด 

20152905192330.jpg

5. ต.สระใคร อ.สระใคร จ.หนองคาย 

20152905192421.jpg

 

ที่ดินที่ตกเป็นที่ราชพัสดุตามคำสั่งนี้ และที่ดินอื่นที่คณะกรรมการกำหนดให้ใช้ประโยชน์ในการใช้เป็นพื้นที่พัฒนาในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ

1. ต.ป่าไร่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

20152905192519.jpg

2. ต.สำนักขาม อ.สะเดา จ.สงขลา

20152905192554.jpg

3. เมืองหนองคาย จ.หนองคาย

20152905192612.jpg

00000

 

คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๗/๒๕๕๘ เรื่อง การจัดหาที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ 

ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้แถลงยุทธศาสตร์สำคัญ ๙ ด้าน เพื่อใช้เป็นหลัก หรือแนวทางในการปฏิรูปและพัฒนาประเทศให้เป็นไปในทิศทางที่เหมาะสม และเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยในยุทธศาสตร์ที่ ๕ การสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม จะผลักดันให้เกิดเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษขึ้นโดยเร็ว เพื่อให้มีการกระจายความเจริญสู่ท้องถิ่นในพื้นที่ที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ในการนี้จำเป็นต้องเร่งรัดกระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งพื้นที่ที่จำเป็นต้องใช้ในการดำเนินการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ อันจะทำให้การดำเนินการตามยุทธศาสตร์ดังกล่าวสัมฤทธิ์ผลโดยเร็ว หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเห็นเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศ 

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้ 
ข้อ ๑ ในคำสั่งนี้ 

“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๗๒/๒๕๕๗ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ลงวันที่ ๑๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๗ ในกรณีที่ไม่มีคณะกรรมการดังกล่าวให้หมายถึงคณะรัฐมนตรีหรือคณะกรรมการที่คณะรัฐมนตรีกำหนด 

“พื้นที่พัฒนา” หมายความว่า พื้นที่ภายในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษที่คณะกรรมการกำหนดขึ้นเพื่อใช้พัฒนาอุตสาหกรรม การพาณิชย์ การท่องเที่ยว หรือการอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดให้มีหรือส่งเสริมให้เกิดเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ และหมายความรวมถึงพื้นที่ของนิคมอุตสาหกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่อยู่ภายในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษด้วย 

“เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ” หมายความว่า เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตาก เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษมุกดาหาร เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสงขลาและเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตราด ตามประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ฉบับที่ ๑/๒๕๕๘ เรื่อง กำหนดพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ลงวันที่ ๑๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๘ และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษหนองคาย ตามประกาศคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ฉบับที่ ๒/๒๕๕๘ เรื่อง กำหนดพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ระยะที่ ๒ ลงวันที่ ๒๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๘ 

ข้อ ๒ ให้ที่ดินดังต่อไปนี้ตกเป็นที่ราชพัสดุ โดยให้มีผลเป็นการเพิกถอนสภาพที่ดินต่าง ๆ 
ดังต่อไปนี้

(๑) ที่ดินในท้องที่ตำบลท่าสายลวด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เฉพาะภายในแนวเขตตามแผนที่หมายเลข ๑/๘ ท้ายคำสั่งนี้ โดยให้มีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๙๔๕ (พ.ศ. ๒๕๒๔) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ และเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี และถอนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน

(๒) ที่ดินในท้องที่ตำบลคำอาฮวน อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร เฉพาะภายในแนวเขตตามแผนที่หมายเลข ๒/๘ ท้ายคำสั่งนี้ โดยให้มีผลเป็นการเพิกถอนเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี และเขตปฏิรูปที่ดินตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน ในท้องที่ตำบลคำป่าหลาย ตำบลบ้านโคก ตำบลดงมอน ตำบลกุดแข้ ตำบลโพนทราย ตำบลคำอาฮวน อำเภอเมืองมุกดาหาร ตำบลคำชะอี อำเภอคำชะอี และตำบลหนองแวง อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. ๒๕๓๖ และถอนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน 

(๓) ที่ดินในท้องที่ตำบลป่าไร่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เฉพาะภายในแนวเขตตามแผนที่หมายเลข ๓/๘ ท้ายคำสั่งนี้ โดยให้มีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติตามกฎกระทรวงฉบับที่ ๒๔ (พ.ศ. ๒๕๐๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ และเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี และถอนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน 

(๔) ที่ดินในท้องที่ตำบลไม้รูด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด เฉพาะภายในแนวเขตตามแผนที่หมายเลข ๔/๘ ท้ายคำสั่งนี้ โดยให้มีผลเป็นการถอนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน
 
(๕) ที่ดินในท้องที่ตำบลสระใคร อำเภอสระใคร จังหวัดหนองคาย เฉพาะภายในแนวเขตตามแผนที่หมายเลข ๕/๘ ท้ายคำสั่งนี้ โดยให้มีผลเป็นการถอนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน 

ข้อ ๓ ให้บรรดาที่ดินที่ตกเป็นที่ราชพัสดุตามคำสั่งนี้ และที่ดินอื่นที่คณะกรรมการกำหนดให้ใช้ประโยชน์ในการใช้เป็นพื้นที่พัฒนาในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามแผนที่หมายเลข ๖/๘แผนที่หมายเลข ๗/๘ และแผนที่หมายเลข ๘/๘ ท้ายคำสั่งนี้ ไม่อยู่ภายใต้บังคับข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ที่ดินตามกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวม ทั้งนี้ จนกว่าจะมีการจัดทำผังเมืองรวมขึ้นใช้บังคับสำหรับที่ดินอันเป็นพื้นที่พัฒนาหลังจากมีการจัดตั้งพื้นที่พัฒนาแล้ว การจัดตั้งพื้นที่พัฒนาตามวรรคหนึ่งให้หมายความถึงการจัดให้เช่าที่ดินตามข้อ ๖ 

ข้อ ๔ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับแนวเขตตามแผนที่ตามข้อ ๒ หรือข้อ ๓ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอคณะกรรมการเพื่อวินิจฉัย คำวินิจฉัยของคณะกรรมการให้เป็นที่สุด 

ข้อ ๕ ในกรณีที่เอกชนมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินแปลงใดที่อยู่ภายในแนวเขตที่ดินตามแผนที่ตามข้อ ๒ อันเป็นเหตุให้ที่ดินที่ตกเป็นที่ราชพัสดุตามข้อ ๒ มีพื้นที่ไม่ต่อเนื่องเป็นผืนเดียวกัน หรือมีลักษณะไม่สามารถใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ คณะกรรมการมีอำนาจสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการนำที่ดินอันเป็นที่ราชพัสดุดังกล่าวแลกเปลี่ยนกับที่ดินของเอกชนรายนั้นได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด และในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการจะสั่งให้ชดใช้เงินให้แทนการแลกเปลี่ยนที่ดินทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้เอกชนตามวรรคหนึ่งให้หมายความรวมถึงวัดและรัฐวิสาหกิจด้วยที่ดินที่ได้มาตามวรรคหนึ่งให้ตกเป็นที่ราชพัสดุตามข้อ ๒ 

ข้อ ๖ ในการใช้ประโยชน์ที่ดินตามข้อ ๒ หรือที่ราชพัสดุอื่นในพื้นที่พัฒนา ให้กรมธนารักษ์ จัดให้หน่วยงานของรัฐใช้ประโยชน์ หรือจัดให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หน่วยงานอื่นของรัฐ หรือเอกชนเช่าเพื่อใช้เป็นพื้นที่พัฒนา ตามระยะเวลา หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข รวมทั้งอัตราค่าเช่าที่คณะกรรมการกำหนด ระยะเวลาการเช่าตามวรรคหนึ่งต้องไม่น้อยกว่าคราวละห้าสิบปี และอาจต่อสัญญาอีกได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนดตามวรรคหนึ่ง โดยมิให้นำมาตรา ๕๔๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับการให้เช่าตามวรรคหนึ่งไม่ถือเป็นการร่วมลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ให้นำความในวรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม มาใช้บังคับกับที่ดินตามข้อ ๓ ที่มิใช่เป็นที่ราชพัสดุด้วยโดยอนุโลม 

ข้อ ๗ ผู้เช่าที่ดินตามข้อ ๖ มีสิทธินำไปให้เช่าช่วงหรือนำไปหาประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ได้และบรรดาสิ่งปลูกสร้างใดๆ ที่ผู้เช่าหรือผู้เช่าช่วงได้ปลูกสร้างขึ้น ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เช่าหรือผู้เช่าช่วงเว้นแต่เป็นสิ่งปลูกสร้างที่ทำขึ้นเพื่อประโยชน์สาธารณะ 

ข้อ ๘ ให้นำมาตรา ๖ และมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติการเช่าอสังหาริมทรัพย์ เพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๔๒ มาใช้บังคับกับการเช่าหรือให้เช่าที่ดินในเขตพื้นที่พัฒนาด้วยโดยอนุโลม แต่ในการให้เช่าแม้จะเกินหนึ่งร้อยไร่ ก็ให้กระทำได้โดยไม่ต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมที่ดินตามกฎหมายดังกล่าว 

ข้อ ๙ บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับมาจากการแลกเปลี่ยนตามข้อ ๕ ให้ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมทั้งปวง และในกรณีที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องเสียภาษีจากการได้มาหรือจากการแลกเปลี่ยนซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น ให้ได้รับยกเว้นภาษีดังกล่าวด้วย 

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป 

สั่ง ณ วันที่ ๑๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘ 

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา 
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

 

 ABOUT THE AUTHOR

กองบรรณาธิการเว็บไซต์ citizenthaipbs.net ดูแล เรียบเรียง และรวบรวมเนื้อหาจากนักข่าวพลเมือง