นักวิชาการชี้ ‘ไล่รื้อริมคลอง’ รายจ่ายกว่า 1,020 ล้าน คนหลายหมื่นเสี่ยงสูญอาชีพ

นักวิชาการชี้ ‘ไล่รื้อริมคลอง’ รายจ่ายกว่า 1,020 ล้าน คนหลายหมื่นเสี่ยงสูญอาชีพ

นักวิชาการชี้ไล่รื้อเพื่อพัฒนาริมคลองแค่การย้ายความเสี่ยง ใช้งบประมาณย้ายบ้าน 6,000 ครัวเรือน รายจ่ายต่อหลังราว 170,000 บาท ทำชาวบ้านกว่าหมื่นคนสูญเสียงานเดิม

 

20152909195333.jpg

รายงานโดย: Khon-Kool-Klong 
https://www.facebook.com/KhonKoolKlong

29 ก.ย. 2558 จากข่าวการปรับปรุงพื้นที่ริมคลองทั้ง 9 สายหลักของกรุงเทพมหานคร ได้แก่ คลองเปรมประชากร คลองบางเขน คลองลาดพร้าวคลองสอง คลองสามวา คลองลาดบัวขาว คลองพระยาราชมนตรี คลองบางซื่อ คลองประเวศบุรีรมย์ และคลองพระโขนงเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม โดยหนึ่งในนโยบายคือ การขยายพื้นที่คลองให้กว้างขึ้น ส่งผลให้เกิดการไร่ลื้อชุมชนริมคลองทั้ง 9 สาย กระทบต่อชาวบ้านหลายหมื่นคนที่อาศัยริมคลอง 

ผศ.ดร.วิจิตรบุษบา มารมย์ อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงการพัฒนาพื้นที่คลองเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมว่า จำเป็นต้องนำมาชั่งน้ำหนักกันระหว่างผลได้และผลเสีย ซึ่งนำไปสู่การคิดหาแนวทางการลดผลกระทบ ในแบบวิน-วิน ไม่มีใครได้ทั้งหมดและสูญเสียทุกอย่าง

“ถ้าย้ายคนออกจากพื้นที่จะกระทบอย่างไร เราก็คำนวณออกมาเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม ยกตัวอย่างค่าใช้จ่ายจากการย้ายบ้าน เช่น ค่าหาที่เรียนใหม่ให้ลูก หางานใหม่ หรือต้องให้สมาชิกบางคนในครอบครัวย้ายกลับไปอยู่ต่างจังหวัด และเมื่อคำนวณพบว่า ต่อหลังจะมีรายจ่ายประมาณ 170,000 บาท เฉพาะค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจากการย้ายบ้าน 6,000 ครัวเรือนก็คูณเข้าไป นี่คือความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคมที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่” 

อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ฯ กล่าวว่า เริ่มต้นจากตัวตั้งในการคิดเรื่องคน คลอง และเมือง นั่นก็คือประโยชน์สาธารณะ คำนี้จึงไม่ใช่การทำเพื่อคนจน เพื่อสำนักระบายน้ำ หรือเพื่อรัฐบาล เพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากต้องกินความถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด ทั้งคนที่อยู่ในพื้นที่เดิม คนที่ประกอบกิจการโดยรอบ และคนเมืองทั่วไป เพราะการพัฒนาเมืองต้องคิดแบบองค์รวม มิเช่นนั้นบรรดาโครงการใดๆ ก็จะเป็นแค่การโยกย้ายความเสี่ยงจากคนกลุ่มหนึ่งไปยังคนอีกกลุ่มหนึ่งเท่านั้นเอง

ผศ.ดร.วิจิตรบุษบา กล่าวต่อว่า ไม่ได้บอกว่าไม่ให้ทำอะไรเลย แต่การพัฒนาเมืองต้องดูด้วยว่าศักยภาพที่ดินในอนาคตเป็นยังไง ไม่ใช่แค่ทำเพื่อคนรายได้น้อย แล้วให้เขาอยู่ริมน้ำไปโดยไม่คืนอะไรสังคมเลย ไม่ใช่ คนทั่วไปก็อาจจะอยากได้ระบบขนส่งที่ดีขึ้น ตรงนั้นกำลังจะมีรถไฟฟ้า เราอาจปรับใช้คลองให้เป็นระบบเชื่อมต่อการขนส่งหรือทำเป็นทางจักรยาน

เมื่อต้องคำนึงถึงหลายฝ่ายและภาพอนาคตของเมือง ทางทีมวิจัยจึงพยายามคุยกับชุมชนว่าแค่ดึงชุมชนขึ้นมาจากคลองคงไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องจัดผังการใช้ที่ดินและที่อยู่อาศัยใหม่ ต้องมองศักยภาพที่ดิน เพราะหลายพื้นที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งจะทำให้ที่ดินราคาสูงขึ้นและจะเป็นแรงกดดันที่จะก่อให้เกิดการไล่รื้อชุมชนในอนาคต

ผศ.ดร.วิจิตรบุษบา  กล่าวด้วยว่า ถามว่าด้วยศักยภาพที่ดินตรงนั้นควรเป็นที่ตั้งของที่อยู่อาศัยของคนมีรายได้น้อยอย่างเดียวหรือเปล่า ในเชิงหลักการก็ไม่ควร เราจึงพยายามใส่แนวคิดว่าจะเป็นจุดเชื่อมต่อการขนส่งระหว่างรถไฟฟ้ากับเรือได้ แล้วก็เปิดพื้นที่สาธารณะให้คนใช้คลองได้มากขึ้น ไม่ใช่เป็นชุมชนปิดอย่างที่ผ่านมา ขณะเดียวกันก็พยายามให้ชุมชนได้อยู่ที่เดิมให้มากที่สุด เพื่อลดผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคม และกันพื้นที่ส่วนหนึ่งคืนให้กับเมืองไปพร้อมๆ กัน โดยชุมชนจะต้องมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดในทุกกระบวนการ

“พอเป็นอย่างนี้การออกแบบที่อยู่อาศัยของแต่ละชุมชนจึงไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับความต้องการของชาวบ้านและสภาพพื้นที่ ทีมอาจารย์ที่ลงไปก็บอกข้อจำกัดด้วย แต่หลักๆ คือให้ชาวบ้านมีส่วนในการตัดสินใจและมีกลไกทางสังคมออกมา เช่น ต่อไปนี้ห้ามมีบ้านเช่านะ เพราะรัฐช่วยแล้วเรื่องผลประโยชน์ก็ต้องไม่มี ไม่อย่างนั้นทำบ้านเสร็จก็ให้คนอื่นเช่า เป็นต้น” ผศ.ดร.วิจิตรบุษบา กล่าว

 

 ABOUT THE AUTHOR

กองบรรณาธิการเว็บไซต์ citizenthaipbs.net ดูแล เรียบเรียง และรวบรวมเนื้อหาจากนักข่าวพลเมือง