ฟังความสองข้าง “ชาวบ้าน-ทหาร” หลังผู้ว่าฯ สั่งไล่ชุมชนออกจากพื้นที่สวนปาล์มสุราษฎร์

ฟังความสองข้าง “ชาวบ้าน-ทหาร” หลังผู้ว่าฯ สั่งไล่ชุมชนออกจากพื้นที่สวนปาล์มสุราษฎร์

ชุมชนเพิ่มทรัพย์ถูกไล่อีกรอบ หลังอาศัยหนังสือสำนักปลัดสำนักนายกฯ ให้บรรเทาความเดือดร้อนกลับเข้าพื้นที่ได้เพียงสัปดาห์เดียว ด้านเจ้าหน้าที่ทหารแจง ทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา และข้อกฎหมาย ระบุการตั้งกลุ่มของประชาชนเป็นกลุ่มองค์กรเพื่อกดดันเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเอาความเดือดร้อนเป็นที่ตั้ง ขัดกับกฎอัยการศึก อาจเกิดพฤติกรรมเลียนแบบได้

20151603195525.jpg

ภาพ: หลังจากที่ทหารออกไปแล้ว ชาวบ้านประชุมกัน ว่าจะไม่ออกจากพื้นที่ และยอมถูกจับไปค่ายทหาร

 

สั่งชาวบ้านชุมชนเพิ่มทรัพย์ออกจาก พ.ท.ทันที

16 มี.ค. 2558 เวลาประมาณ 11.30 น. ชาวบ้านชุมชนเพิ่มทรัพย์ สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) แจ้งข่าวว่า ร.ต.ฐิติกานต์ เวชสิทธิ์ นำกำลังทหารค่ายวิภาวดีรังสิต และ จนท.อ.ส. จาก อ.ชัยบุรี นำโดย ประมาณ 27 คน พร้อมหนังสือลงนามโดยผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายฉัตรป้อง ฉัตรภูติ เข้าพื้นที่ ชุมชนเพิ่มทรัพย์  ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี 

เนื้อความโดยสรุปในหนังสือระบุให้ชาวบ้านซึ่งเป็น สมาชิก สกต. ถอนตัวออกจากพื้นที่ชุมชนเพิ่มทรัพย์ทันทีในวันนี้ ถ้าไม่ยอมออกจะถูกเรียกไปปรับทัศนคติ และกักขังในค่ายวิภาวดีรังสิต จังหวัดทหารบกสุราษฎร์ธานี ซึ่งขณะนั้น มีสมาชิก สกต.อยู่ในที่เกิดเหตุ ประมาณ 30 คน โดยทหาร แจ้งว่าถ้าไม่ยอมออกจะถูกเรียกไปปรับทัศนคติ

ตัวแทนชาวบ้านชุมชนเพิ่มทรัพย์ ชี้แจงว่า ก่อนหน้านี้ชาวบ้านต้องออกจากชุมชมจากการเข้าปฏิบัติการขับไล่จากเจ้าหน้าที่ทหาร และเพิ่มเข้าพื้นที่ได้เพียง 1 สัปดาห์ เนื่องจากสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีหนังสือลงวันที่ 25 ก.พ.2558 ประสานกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และ จ.สุราษฎร์ธานี พิจารณาให้ความช่วยเหลือประชาชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน โดยอนุญาตให้ประชาชน เข้าไปดูแลและเก็บผลอาสินในพื้นที่ ได้ในช่วงเวลากลางวัน จากการประชุมร่วมระหว่างขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) กับนายกมล สุขสมบูรณ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล) เมื่อวันที่ 17 ก.พ.ที่ผ่านมา

“ฝายปฏิบัติไม่รู้ ทำตามคำสั่งผู้ว่าอย่างเดียว ชาวบ้านก็งง” ชาวบ้านเพิ่มทรัพย์กล่าว

ชาวบ้านเพิ่มทรัพย์ กล่าวด้วยว่า กรณีดังกล่าวได้โทรศัพท์ประสานงานเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ากับ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติแล้ว และต่อมาเจ้าหน้าที่ทหารก็นำกำลังออกจากพื้นที่ โดยไม่ทราบว่าด้วยเหตุผลใด

“พื้นที่อยู่ในระหว่างกระบวนการแก้ปัญหา แต่เจ้าหน้าที่กลับมาขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่โดยไม่แจ้งล่วงหน้า ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาล” ตัวแทนชาวบ้านแสดงความเห็น

ตัวแทนชาวบ้าน กล่าวว่าหลังทหารออกจากพื้นที่ สมาชิกในชุมชนได้ประชุมกัน โดยได้ข้อสรุปว่าจะไม่ยอมออกออกจากพื้นที่ เพราะต้องลงนามให้สัญญาว่าจะไม่ย้อนกลับเข้าพื้นที่อีกต่อไป แต่ยอมให้จับไปปรับทัศนคติ

ทั้งนี้ ตามข้อมูลของชาวบ้าน ชุมชนเพิ่มทรัพย์ ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าบ้านหมาก-ป่าปากพัง ซึ่งบริษัทไทยบุญทองเคยได้รับสัมปทานเช่าที่ดินปลูกปาล์มน้ำมัน ตั้งแต่ ปี 2528 ปัจจุบันได้หมดสัญญา มาแล้ว 14 ปี แต่บริษัทดังกล่าวไม่ยอมย้ายออกจากพื้นที่ แต่ยังคงยึดครองทำประโยชน์ต่อมาจนบัดปัจจุบัน เมื่อมีสมาชิก สกต. และเกษตรกรกลุ่มอื่นๆ เข้าตรวจสอบพื้นที่และทวงคืนผืนดิน มาทำการเกษตร ฝ่ายนายทุนจึงอาศัยสถานการณ์รัฐประหาร และการประกาศใช้กฎอัยการศึก ผนึกกำลังกับทหารขับไล่ชาวบ้าน แทนที่จะไล่นายทุน 

ก่อนหน้านี้ นายเพียรรัตน์ บุญฤทธิ์ ประธานสหกรณ์การเกษตร สกต. ถูกเรียกปรับทัศนคติ เมื่อวันที่ 3-5 ก.พ.ที่ผ่านมา

 

20151603195634.jpg

ภาพ: ทหารเข้าพื้นที่ชุมชนเพิ่มทรัพย์

เมื่อสอบถามไปยัง ร.ต.ฐิติกานต์ เวชสิทธิ์ เจ้าหน้าที่ทหารค่ายวิภาวดีรังสิต ถึงกรณีที่เกิดขึ้น ได้รับการชี้แจงว่า การเข้าพื้นที่วันนี้เป็นการสนธิกำลังเข้าตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจจากโรงพักชัยบุรี เจ้าหน้าที่ป่าไม้จากสำนักป่าไม้ที่ 1 เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน โดยเข้าพูดคุยสอบถาม เนื่องจากได้รับแจ้งจากกำนันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่  

เจ้าหน้าที่ทหารค่ายวิภาวดีรังสิต ให้ข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ความขัดแย้งว่า บริษัทไทยบุญทอง จำกัด ได้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อ 26 ส.ค.2557 โดยแบ่งที่ดินกึ่งหนึ่ง คือ 1,770 ไร่ เพื่อจัดสรรในราษฎรจำนวน 220 ราย ไปแล้ว ส่วนที่ดินที่เหลืออีก 1,165 ไร่ อยู่ระหว่างขออนุญาตใช้พื้นที่จากกรมป่าไม้ แต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทำให้ยังไม่มีการลงนาม มีเพียงการขออนุญาตเข้าเก็บผลอาสินเป็นรายปี จึงมีกลุ่มบุคคลรวมตัวเข้าบุกรุกและกดดัน เรียกร้องที่ดินทำกินจากผู้ประกอบการในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับชุมชนเพิ่มทรัพย์ นายเพียรรัตน์ บุญฤทธิ์ ได้ชักจูงชาวบ้านจำนวน 28 ครัวเรือน บุกยึดเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ของบริษัทไทยบุญทองในนามสมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) โดยจากข้อมูลที่ได้การเข้ายื่นรายชื่อต่อคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินจังหวัดสุราษฎร์ธานี (ศจพ.จ.สฎ.) เมื่อ 30 เม.ย.57 ระบุเข้าทำกินในพื้นที่ 275 ไร่ แต่จากการรังวัดล่าสุดโดยเจ้าหน้าที่ป่าไม้ พบว่ามีการขยายพื้นที่เป็น 405 ไร่ 

ทั้งนี้ หลังการรัฐประหาร บริษัทฯ ได้ร้องให้มีการตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งชาวบ้านก็ได้อ้างคำสั่งรัฐบาลให้อยู่อาศัยไปพลางโดยไม่มีเอกสารยื่นยัน เมื่อวันที่ 3-5 ก.พ.จึงได้เชิญ นายเพียรรัตน์ เข้าปรับทัศนคติ พร้อมกับกำนันและสารวัตรกำนันซึ่งเป็นแกนนำชาวบ้านที่เข้ายึดครองที่ดินของเอกชนเช่นกัน

ร.ต.ฐิติกานต์ กล่าวด้วยว่า กรณีชุมชนเพิ่มทรัพย์เจ้าหน้าที่ทหารเข้าตรวจสอบเพื่อไม่ให้เกิดการเอาอย่าง ที่ผ่านมาในพื้นที่ไม่มีหน่วยงานของรัฐกล้าเข้าไปจัดการในพื้นที่อย่างจริงจัง เพราะกลัวกระทบชาวบ้านและกลัวถูกหาว่าปกป้องนายทุน แต่ในภาวะของการใช้อำนาจพิเศษจากการประกาศกฎอัยการศึก และด้วยความที่ส่วนตัวอยู่ในพื้นที่มาตั้งแต่ 14 ก.ย. 2557 ทำให้รู้ว่าปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่ความเดือดร้อน แต่เป็นเรื่องผลประโยชน์ของแกนนำที่ต้องการเก็บผลอาสินในพื้นที่ หากรัฐปล่อยให้มีการทำผิด ก็จะมีผู้กระทำผิดรายอื่นๆ เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ 

“การตั้งกลุ่มของประชาชนเป็นกลุ่มองค์กรเพื่อกดดันเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเอาความเดือดร้อนเป็นที่ตั้ง ขัดกับกฎอัยการศึก อาจเกิดพฤติกรรมเลียนแบบได้” ทัศนะจากเจ้าหน้าที่ทหาร

เมื่อสอบถามถึงการใช้อำนาจของทหาร ร.ต.ฐิติกานต์ ชี้แจงว่า อำนาจพิเศษที่มีอยู่ตอนนี้ ใช้กวดขันให้ผู้มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย และให้ความช่วยเหลือได้ในบางประเด็น แต่ไม่ใช่การเนรมิต ไม่สามารถเอาที่ดินมาจัดสรรให้ได้เลย ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมายที่มีอยู่ ส่วนข้อเสนอตอนนี้ คือให้ชาวบ้านในพื้นที่อยู่เฉยๆ ไม่ออกมาเคลื่อนไหว เอาความเดือดร้อนต่างๆ เขียนไว้ และส่วนตัวในฐานะที่มีอำนาจอยู่จะช่วยแก้ปัญหา ตอนนี้รัฐรู้แล้วว่าราษฎรมีปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน แต่ไม่อยากให้ออกมาเคลื่อนไหวในตอนนี้

“ผมไม่ได้กระทำการปกป้องประโยชน์นายทุน ผมทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา และข้อกฎหมาย” ร.ต.ฐิติกานต์ กล่าว

“เว้นที่ยืนให้เจ้าหน้าที่บ้าง” ร.ต.ฐิติกานต์ กล่าว และว่า หากมีการก้าวกายการทำงานจากส่วนกลาง ก็ต้องเข้าไปก้าวก่ายทุกพื้นที่ของประเทศ ทั้งนี้แม้ไม่ใช่สายงานก็มีผลให้ต้องปฏิบัติตาม การสั่งการตรงจากส่วนกลางทำให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทำงานลำบาก ลำพังการต้องเผชิญหน้ากับชาวบ้านในพื้นที่ก็ลำบากอยู่แล้ว แต่หากจะละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายก็เป็นความผิด เพราะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตอนนี้เจ้าหน้าที่ทำก็ผิด ไม่ทำก็ผิด

 ABOUT THE AUTHOR