ร้องสภาทนายความ 17 ปี โรงงานอบลำไยระเบิด 150 คดี ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม

ร้องสภาทนายความ 17 ปี โรงงานอบลำไยระเบิด 150 คดี ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม

ชาวบ้านผู้ประสบภัยโรงงานลำไยระเบิด จ.เชียงใหม่ ทุกข์ 17 ปี ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม เดินทางร้องสภาทนายความ ขอรับความช่วยเหลือ 150 คดีที่ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งขอไทยพีบีเอสนำเสนอข้อเท็จจริงสู่สังคม 

20163007171050.jpg

รายงานโดย: นักสื่อสารแรงงาน

30 ก.ค. 2559 นักสื่อสารแรงงานรายงานว่า เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2559 นายดลทัต แก้วปัญญา ตัวแทนผู้ประสบภัยจากโรงงานอบลำไย อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ระเบิดเมื่อปี พ.ศ. 2542 พร้อมตัวแทนศูนย์ประสานงานผู้ประสบภัยจากโรงงานอบลำไยระเบิด เข้ายื่นหนังสือขอความช่วยเหลือจากทางสภาทนายความในการติดตามความคืบหน้าและการดำเนินคดีแพ่งที่ได้ดำเนินการยื่นฟ้องโรงงานอบลำไยต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ ผ่านนายสุนทร พยัคฆ์ อุปนายกฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย  สภาทนายความ

ขณะนี้คดีทั้งหมด ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฯ 

1. ความเป็นมา

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2542 เกิดเหตุการณ์โรงงานอบลำไยระเบิดที่ อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ มีผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์นี้ คือ มีผู้เสียชีวิต 36 ราย และผู้ได้รับความเสียหายรวมทั้งสิ้นกว่า 500 ราย

ต่อมาผู้ประสบภัยได้ขอความช่วยเหลือจากสภาทนายความในการดำเนินการฟ้องร้องเป็นคดีกับผู้ทำให้เกิดความเสียหาย ซึ่งสภาทนายความได้มอบหมายให้ นายปิ่นนคร ศรีจันทร์ ประธานทนายความจังหวัดเชียงใหม่ในขณะนั้น พร้อมคณะ เป็นผู้ดำเนินการฟ้องร้องเป็นคดีแพ่งต่อศาลฯ ต่อผู้ทำให้เกิดความเสียหายเป็นจำเลยต่อศาลจังหวัดฯ มีทั้งหมดกว่า 150 คดี 

ผู้เสียหายแต่ละรายก็ได้ยื่นฟ้องเป็นคดีในส่วนของผู้เสียหายแต่ละคน คู่ความจึงได้แถลงต่อศาลร่วมกันว่า ให้ถือเอาผลของ คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 266 / 2543 ศาลจังหวัดเชียงใหม่ เป็นหลัก มีนางเรือน ปัญญา เป็นโจทก์ และศาลเห็นควรให้จำหน่ายคดีในส่วนของคดีอื่น ๆ ไว้ชั่วคราว รายละเอียดปรากฏตามรายงานกระบวนการพิจารณาคดี ลว. 26 พฤศจิกายน 2546

หลังจากที่ได้มีการสืบพยานไปจนครบถ้วน ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้มีคำพิพากษาคดีดังกล่าว โดยพิพากษาให้จำเลยร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้กับโจทก์ หลังจากนั้น จำเลยที่ 5 ได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น 

วันที่ 6 สิงหาคม 2551 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราวคดีหมายเลขดำที่ 266 / 2543 หมายเลขแดงที่ 632 / 2548 เพื่อรอฟังผลการพิจารณาในคดีอาญาก่อน 

เนื่องจากว่าคดีดังกล่าวเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา  ซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทโดยตรงว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ในการพิพากษาคดีแพ่ง จึงจำต้องถือข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่อาจฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นได้ และ เนื่องจากคดีอาญาดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด จึงเห็นสมควรให้จำหน่ายคดีไว้ชั่วคราวเพื่อรอฟังผลการพิจารณาในคดีอาญาก่อน เมื่อคดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว หากโจทก์หรือจำเลยที่ 5 ผู้อุทธรณ์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้ยื่นคำแถลงต่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่คดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุด เพื่อหยิบยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาต่อไป มิฉะนั้นให้ถือว่าผู้อุทธรณ์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 

วันที่ 27  พฤษภาคม 2559 ศาลจังหวัดเชียงใหม่ ได้อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาคดีที่พนักงานอัยการโจทก์  และ บริษัทหงไทยการเกษตร จำเลยที่ 1 กับพวก จำเลย โดยพิพากษาให้ลงโทษ จำเลยที่ 1 ลงโทษปรับเป็นเงิน 60,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุกเป็นเวลา 6 ปี 10 เดือน 20 วัน จำเลยที่ 3 จำคุก 10 ปี 2 เดือน จำเลยที่ 4 จำคุก 10 ปี 

2. สถานการณ์ของคดี – ล่าสุด

คดีทั้งหมดยังอยู่ที่ศาลชั้นต้น ยกเว้น คดีที่คู่ความแถลงร่วมกันให้ถือเอาเป็นคดีหลัก คือ คดีหมายเลขดำที่ 266 / 2543 หมายเลขแดงที่ 632 / 2548 อยู่ที่ศาลอุทธรณ์ ภาค 5 ซึ่งในส่วนของคดีอื่นนั้น ศาลได้จำหน่ายคดีไว้ชั่วคราวเพื่อรอฟังผลของคดีหลัก ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น และส่วนมากได้มีการดำเนินการจนถึงการสืบพยานของฝ่ายโจทก์เสร็จเรียบร้อย

3. เหตุขัดข้อง

เนื่องจากคดีนี้ทั้งหมดมีคณะทนายความจากทนายความจังหวัดเชียงใหม่เป็นผู้ดำเนินการ ตามคำสั่งของสภาทนายความข้างต้น ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงผู้รับผิดชอบของทนายความจังหวัดเชียงใหม่เป็นทนายความท่านอื่น ประกอบกับได้มีการจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราว และ ระยะเวลาในการดำเนินการก็ล่วงเลยมานาน มีผู้เสียหายได้ถึงแก่ความตายไปหลายคนบางคนก็ย้ายที่อยู่  และในส่วนของทนายความบางคนก็ย้ายที่ทำงาน บางคนก็เลิกไปประกอบอาชีพอื่น จึงทำให้ขาดการติดต่อ ประสานงาน ขาดการติดตามการดำเนินการทางคดี 

4. การขอความช่วยเหลือ

ด้วยสาเหตุที่ได้กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น ผู้ประสบภัยจากโรงงานอบลำไยระเบิดทั้งหมด มีความประสงค์จะขอให้สภาทนายความ ได้พิจารณาดำเนินการช่วยเหลือ เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ดำเนินการพิจารณาคดีในคดีแพ่งที่คงค้างให้มีคำพิพากษาจนถึงที่สุดต่อไป

ด้านนายสุนทร พยัคฆ์ อุปนายกฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย สภาทนายความ กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า เนื่องจากคดีความโรงงานอบลำไยระเบิดนั้นมีระยะเวลาการดำเนินคดียาวนานถึง 17 ปี ทางด้านคดีทางสภาทนายความก็ได้รับทราบและส่งทนายความให้ความช่วยเหลือตลอด ซึ่งคงต้องทำต่อ โดยรับมาดำเนินการต่อทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ทั้งหมด 150 คดี ด้วยผู้ได้รับความเสียหายมีจำนวนมากทั้งบ้านเรือนและเสียชีวิต

นายสุนทร กล่าวด้วยว่า จะนำเรื่องที่ผู้ประสบภัยฯ มาร้องเข้าสู่คณะทำงานช่วยเหลือประขาชน แล้วตั้งคณะทำงานทนายความเข้าให้ความช่วยเหลือทางคดีโดยไม่คิดค่าทนาย โดยจะแต่งตั้งทนายความของสภาทนายความที่จังหวัดเชียงใหม่เข้าไปทำคดีต่อ เพราะว่าอย่างไรคงสะดวกกว่า และจากเดิมที่มีทนายความทำคดีทั้งหมด 25 ท่าน คงต้องติดตามดูว่า ยังมีทนายท่านใดที่ยังทำงานทนายความอยู่บ้างในชุดเดิมที่เคยทำคดี โดยมีทนายความที่เคยทำคดีไฟไหม้โรงงานเคเดอร์เข้าไปช่วยดูแลด้านคดีด้วย เพราะมีประสบการณ์

จากนั้นทางกลุ่มผู้ประสบภัยจากโรงงานอบลำไยระเบิด ได้เดินทางไปที่รายการสถานีประชาชน เพื่อขอให้ทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส นำเสนอข้อเท็จจริงสู่สังคมทั้งร่วมติดตามความคืบหน้าของคดีดังกล่าว

“ด้วยหวังว่าสื่อจะเป็นกระบอกเสียงในการนำเสนอเรื่องราวความจริงต่อสังคม เนื่องจากสังคมได้ตั้งคำถามว่ากลุ่มได้ชนะคดีแล้ว ได้รับการชดเชยแล้วแต่ไม่รู้จักพอ ซึ่งในความเป็นจริงคือยังไม่ได้รับการชดเชยจากโรงงานที่สร้างผลกระทบเลย และยังไม่ได้รับความเป็นธรรมเลย” นายดลทัต กล่าว

 ABOUT THE AUTHOR

กองบรรณาธิการเว็บไซต์ citizenthaipbs.net ดูแล เรียบเรียง และรวบรวมเนื้อหาจากนักข่าวพลเมือง