องค์กรสิทธิฯ ขอพบ’กอ.รมน.ภาค 4 สน.’ คุยมาตรการตรวจเก็บ DNA

องค์กรสิทธิฯ ขอพบ’กอ.รมน.ภาค 4 สน.’ คุยมาตรการตรวจเก็บ DNA

3 ก.ค. 2558 องค์กรสิทธิมนุษยชนและภาคประชาสังคมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เผยแพร่จดหมายเปิดผนึกส่งถึง ผู้อำนวยการกองกำลังรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) เรื่อง ขอเข้าพบเพื่อแสวงหาแนวทางและมาตรการการตรวจเก็บดีเอ็นเอในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้

จดหมายเปิดผนึกระบุถึง ข้อเรียกร้องของคณะกรรมการประจำอนุสัญญาขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติทุกรูปแบบ (CERD) ในเรื่องการปฏิบัติงานของหน่วยงานรัฐในส่วนที่เกี่ยวกับการตรวจเก็บดีเอ็นเอ และรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่มีข้อเสนอให้ทบทวนมาตรการการตรวจและการเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ และการปฏิบัติต่อผู้ต้องหาที่เป็นเยาวชนให้สอดคล้องกับกฎหมายทั้งในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ เนื่องจากหน่วยงานที่ทำงานในเรื่องเหล่านี้จำต้องมีมาตรฐานและแนวทางในการทำงานที่ได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน 

องค์กรสิทธิมนุษยชนและภาคประชาสังคม จึงขอเข้าพบผู้อำนวยการ กอ.รมน.ภาค 4 สน.เพื่อปรึกษาหารือถึงมาตรการและแนวทางในการปฏิบัติในการตรวจเก็บดีเอ็นเอให้สอดคล้องและเป็นไปตามคำแนะนำดังกล่าว ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิบัติงานที่เป็นที่ยอมรับและได้รับความร่วมมือจากประชาชน 

 

จดหมายเปิดผนึก

 

วันที่  3 กรกฎาคม  2558

เรื่อง    ขอเข้าพบเพื่อแสวงหาแนวทางและมาตรการการตรวจเก็บดีเอ็นเอในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้
เรียน    ผู้อำนวยการกองกำลังรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า

ตามที่คณะกรรมการประจำอนุสัญญาขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติทุกรูปแบบ (CERD) ได้ส่งจดหมายถึงรัฐบาลไทยเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 เพื่อสอบถามขอรายละเอียดและคำชี้แจงเพิ่มเติมในกรณี  การเข้าตรวจค้นสำนักงานศูนย์วัฒนธรรมสลาตัน BUMI เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2558 และการเก็บดีเอ็นเอ เยาวชนอาสาสมัครของ BUMIจำนวน 8 คน นอกจากนี้ยังมีความ พยายามเข้าตรวจค้นสำนักงานของสมาคมสตรีจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อสันติภาพ PERWANI  ตามเอกสารแนบ หมายเลข 1

จดหมายดังกล่าวระบุถึงรายงานการเข้าตรวจเก็บดีเอ็นเอในปี 2555 ทั้งที่โรงเรียนปอเนาะ (ตาร์เบียร์ตุล-วาตันมูลนิธิ) จ.ยะลา และการตรวจดีเอ็นเอของประชาชนในตำบลไทรทอง อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี  ทางคณะกรรมการระบุว่า หากเรื่องร้องเรียนดังกล่าวเป็นความจริง ก็จะถือได้ว่าเป็นการกระทำที่เลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ ซึ่งเป็นการละเมิดอนุสัญญาขจัดการเลือกปฏิบัติต่อเชื้อชาติ  และคณะกรรมการยังมีความกังวลต่อเรื่องที่มีการเก็บดีเอ็นเอของเยาวชนโดยไม่ได้ให้ข้อมูลที่เพียงพอ หรือได้รับความยินยอมอย่างเต็มใจ  

คณะกรรมการยังเรียกร้องให้รัฐมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมเพื่อขจัดการตรวจบัตรประชาชน หรือการจับกุมบนพื้นฐานของการมุ่งปฏิบัติการไปที่เชื้อชาติใดเชื้อชาติหนึ่ง  (Racial Profiling) รวมถึงทบทวนการใช้กฎหมายพิเศษด้านความมั่นคงในพื้นที่ให้เทียบเท่ากับมาตรฐานระหว่างประเทศ และตรวจสอบข้อร้องเรียนการละเมิดสิทธิที่เกิดขึ้นพร้อมทั้งนำตัวบุคคลที่กระทำผิดมารับผิดชอบ

นอกจากนี้คณะกรรมการยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยส่งข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ระบุข้างต้นภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2558 โดยขอข้อมูลในเรื่องต่างๆ ดังนี้ 1) เหตุผลที่จนท.ทำการเก็บดีเอ็นเอกรณีของอาสาสมัครเยาวชน 2) มาตรการที่บังคับใช้เพื่อติดตามตรวจสอบผลการบังคับใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่สามจังหวัดให้มีการเคารพสิทธิมนุษยชน 3) มาตรการที่จะปกป้องคุ้มครองให้ภาคประชาสังคมไม่ถูกข่มขู่หรือคุกคาม 4) มาตรการที่จะใช้สอบสวนข้อกล่าวหาการละเมิดสิทธิที่ระบุไว้ในจดหมายและผู้กระทำผิดต้องรับผิดชอบหรือไม่

อีกทั้ง ทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้มีรายงานการตรวจสอบเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2558 เรื่องสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคลและเสรีภาพในการเดินทาง  การตรวจเก็บดีเอ็นเอโดยอาศัยอำนาจกฎอัยการศึก โดยมีข้อเสนอให้ กอ.รมน.ภาค 4 ทบทวนมาตรการการตรวจและการเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ และการปฏิบัติต่อผู้ต้องหาที่เป็นเยาวชนให้สอดคล้องกับกฎหมายทั้งในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศเรื่องการคุ้มครองสิทธิในกระบวนการยุติธรรมต่อเยาวชนและครอบครัว ตามเอกสารที่แนบหมายเลข 2

จากข้อความข้างต้น องค์กรสิทธิมนุษยชนและภาคประชาสังคมตามรายนามด้านล่างนี้มีความเห็นว่า การดำเนินการให้เป็นไปตามข้อเรียกร้องของคณะกรรมการประจำอนุสัญญาขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติทุกรูปแบบ (CERD) ในเรื่องการปฏิบัติงานของหน่วยงานในสังกัดของท่านในส่วนที่เกี่ยวกับการตรวจเก็บดีเอ็นเอนั้นเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากหน่วยงานที่ทำงานในเรื่องเหล่านี้จำต้องมีมาตรฐานและแนวทางในการทำงานที่ได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน 

ดังนั้น องค์กรสิทธิมนุษยชนและภาคประชาสังคม จึงเรียนมาเพื่อขอเข้าพบท่านและคณะของท่าน เพื่อปรึกษาหารือถึงมาตรการและแนวทางในการปฏิบัติในการตรวจเก็บดีเอ็นเอให้สอดคล้องและเป็นไปตามคำแนะนำ ทั้งจากที่มาจากคำชี้แจงแนวทางโดยคณะกรรมการประจำอนุสัญญาขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติทุกรูปแบบ (CERD) และจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อันจะนำไปสู่การปฏิบัติงานที่เป็นที่ยอมรับและได้รับความร่วมมือจากประชาชน ตลอดจนเอื้อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างสันติสุขต่อไป

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

1. มูลนิธิผสานวัฒนธรรม – CrCF
2. กลุ่มด้วยใจ – Duayjai Group
3. เครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี HAP
4. มูลนิธินูซันตาราเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา Nusantara
5. สำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา LEMPAR
6. ศูนย์วัฒนธรรมสลาตัน BUMI  
7. มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม MAC
8. เครือข่ายอาสาผู้ช่วยทนายความ SPAN
9. สมาคมสตรีจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อสันติภาพ PERWANI

 ABOUT THE AUTHOR

กองบรรณาธิการเว็บไซต์ citizenthaipbs.net ดูแล เรียบเรียง และรวบรวมเนื้อหาจากนักข่าวพลเมือง