เลคเชอร์ รัฐธรรมนูญ กับ ลิขิต ธีรเวคิน

เลคเชอร์ รัฐธรรมนูญ กับ ลิขิต ธีรเวคิน

02

สัมภาษณ์: อรุชิตา อุตมะโภคิน

ในขณะที่มีการถกเถียงกันเรื่องเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งในเสียงจากฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ โดย นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคที่ให้ความเห็นว่า มีหลายประเด็นไม่เป็นประชาธิปไตย ทั้งประเด็นเก่า ในเรื่องที่มานายกฯ คนนอก และประเด็นล่าสุดเรื่อง คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดอง นิพิฏฐ์บอกว่า เหมือนจงใจเขียนให้รัฐธรรมนูญถูกคว่ำ

ฟาก พรรคเพื่อไทย ได้ออกแถลงการณ์โดยมีใจความสำคัญว่า จากการติดตามการยกร่างรัฐธรรมนูญ
ฉบับใหม่ แม้มีการปรับปรุงตามความคิดเห็นและคำขอแก้ไขจากพรรคและฝ่ายต่างๆ ในบางประเด็น แต่ยังมีบทบัญญัติที่เป็นสาระสำคัญในหลายส่วน มิได้มีการปรับเปลี่ยนแก้ไข และยังคงไม่ยอมรับว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย มีลักษณะสืบทอดอำนาจรัฐประหาร และขององค์กรที่มาจากคณะรัฐประหาร

คล้ายๆ กับทัศนะของ สุขุม นวลสกุล นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ที่ให้ความเห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ยังไม่มีความเป็นประชาธิปไตย เนื่องจากมองแต่เพียงหลักความมั่นคง โดยปลดอำนาจจากนักการเมืองเข้ามาอยู่ในมือของกลุ่มคนเฉพาะกลุ่ม

AfterShake พาย้อนกลับไปฟังเสียงของ ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน อดีตคณบดีรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ที่เคยพูดเรื่องนี้ไว้บางช่วงบางตอน ในรายการ เสียงประชาชนเปลี่ยนประเทศไทย ทาง ThaiPBS ในเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา

ในฐานะที่ได้มีส่วนร่วมร่างรัฐธรรมนูญมาหลายฉบับแล้ว มองว่า อะไรในแต่ละฉบับที่เป็นบทเรียนซึ่งเราน่าจะเอามาเรียนรู้ สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

บทเรียนสำคัญที่สุด คืออย่างนี้ เมื่อร่างรัฐธรรมนูญ มันต้อง หนึ่ง… เป็นรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นที่ยอมรับของประชาชน เป็นประชาธิปไตย ‘ไม่ใช่’ เพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ข้อที่สอง ต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ ไม่ใช่ฝัน จนกระทั่งไม่สามารถนำไปใช้ได้ อย่างนั้นไม่เป็นประโยชน์ สองอย่างนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุด

มาว่าที่เรื่องแรก เป็นที่ยอมรับของประชาชน เหมือนกับการสร้างบ้าน ไม่ใช่เราอยู่คนเดียวนะ ต้องอยู่กับครอบครัว อยู่กับคนอื่นๆ ด้วย ถ้าสร้างตามที่เราต้องการแต่คนอื่นไม่ได้อยู่กับเรา นั่นอีกเรื่องหนึ่ง ฉะนั้น รัฐธรรมนูญต้องร่างขึ้นโดยที่ทุกฝ่ายสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยสันติ

พอพูดถึงรัฐธรรมนูญ ทำไมต้องมีรัฐธรรมนูญ มันคือ กติกาของการอยู่ร่วมกันในชุมชนการเมือง เช่น ประเทศประเทศหนึ่งก็ต้องมีรัฐธรรมนูญ เมื่อเป็นอย่างนี้ อยู่ร่วมกันโดยสันติแปลว่า ต้องตกลงกติกาว่าอยู่ร่วมกันอย่างไร

คำว่ารัฐธรรมนูญ ภาษาอังกฤษคือ Constitution หมายถึง โครงสร้าง ถ้าพูดถึงภาษาร่างกาย เช่น  Constitution ของคนนี้เป็นคนสูง เตี้ย ผอม โปร่ง เป็นต้น แล้วโดยทั่วไปมี 2 มิติใหญ่ๆ มิติแรกของรัฐธรรมนูญคือ Citizenship ความเป็นประชาชน อันที่ 2 Constitutionalism วิถีรัฐธรรมนูญ ความเป็นประชาชนคือพูดถึงประชาชน วิถีรัฐธรรมนูญพูดถึงโครงสร้างอำนาจและการใช้อำนาจ ซึ่งเป็นอำนาจรัฐ 2 อย่างนี้ใหญ่ที่สุด ประชาชนและรัฐ ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้อำนาจรัฐคือรัฐบาล 2 อันนี้ต้องพูดต้องตกลงให้ได้และเป็นที่ยอมรับ นี่คือหลักใหญ่ที่สุด

“ในอดีตที่ผ่านมา ก็ร่างกล้อมแกล้มไปตามที่ต้องการจะอยู่แบบมีระบอบประชาธิปไตย แต่ขณะเดียวกันมันก็มีการร่างรัฐธรรมนูญในลักษณะที่เรียกว่า มีระเบียบวาระซ่อนเร้น

รัฐธรรมนูญของไทย ที่ผ่านมา  ทำหน้าที่ทั้ง 2 ข้อนี้เต็มที่หรือยัง

ในอดีตที่ผ่านมา ก็ร่างกล้อมแกล้มไปตามที่ต้องการจะอยู่แบบมีระบอบประชาธิปไตย แต่ขณะเดียว กันมันก็มีการร่างรัฐธรรมนูญในลักษณะที่เรียกว่า มีระเบียบวาระซ่อนเร้น พูดง่ายๆ อย่างรัฐธรรมนูญมี 2521 มันมีบทเฉพาะกาล บทเฉพาะกาลก ลายเป็นรัฐธรรมนูญที่แท้จริง ส่วนตัวรัฐธรรมนูญเป็นของประดับ อันนี้เป็นการรักษาอำนาจของผู้ที่ยึดอำนาจรัฐในขณะนั้น จึงเป็นปัญหา

ในปี 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยผู้ร่าง ส.ส.ร. 99 คน ที่มาจากการคัดเลือกในจังหวัด แล้วจึงมาเลือกในสภาอีกทีหนึ่ง ทั้งหมดมี 70 กว่าจังหวัด แล้วก็มี 20 กว่าคนซึ่งเป็นนักวิชาการสายนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และผู้ซึ่งมีประสบการณ์ในการบริหารประเทศ รวมทั้งการร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งหมด 99 คน รัฐธรรมนูญฉบับนั้นเน้นดังต่อไปนี้

เดิมมีปัญหานายกรัฐมนตรี ไม่สามารถแสดงความเป็นผู้นำทางการเมืองได้ เพราะว่าถูกกดดันโดยพรรคร่วมรัฐบาลและในพรรคของตนเอง ทำอย่างไรจึงให้นายกรัฐมนตรีมีความสามารถในการเป็นผู้นำที่แท้จริงได้ ไม่ใช่แค่ผู้ประสานงานอย่างเดียว นี่คือ หลักการใหญ่ที่สุด

จากนั้นก็พูดถึงกรอบใหญ่ๆ 4 กรอบ กรอบที่หนึ่ง คือ สิทธิเสรีภาพของประชาชน สอง.. การเข้าสู่ตำแหน่ง-อำนาจ สาม… การควบคุมการใช้อำนาจ สี่… การเมืองภาคประชาชน แต่ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เป็นการเมืองระบบที่นายกสามารถแสดงความเป็นผู้นำทางการเมืองได้ และที่ต้องมีการแก้ไขในปี 40 ก็เนื่องจากเหตุผล 5 ประการ ที่เป็นปัญหารุมเร้าระบบการเมืองไทยยุคนั้น

หนึ่ง… ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง จะมีการซื้อเสียงอย่างดาษดื่น จึงทำให้หมดความศักดิ์สิทธิ์ สอง… ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนรัฐบาลจะมีการแทรกแซง ฆ่ากันประจำ อยากให้คนนั้นคนนี้ขวัญเสีย การบริหารราชการโดยการฆ่ากันประจำจึงมีปัญหา ข้อที่สาม มีการแย่งตำแหน่งรัฐมนตรีกันระหว่างพรรคต่างๆ ไปๆ มาๆ ก็กลายเป็นว่าต้องการเข้าสู่ตำแหน่งอำนาจ แล้วก็แย่งกัน ตกลงกันไม่ได้ ต้องมีการต่อรอง กระทรวงก็แบ่งเป็นเกรดเอ บี ซี แล้วแต่อำนาจต่อรอง

ข้อที่สี่ มีการใช้ประโยชน์จากตำแหน่ง เกาะเกี่ยวอำนาจรัฐ ในการใช้งบประมาณแผ่นดิน พูดง่ายๆ คือนำไปสู่การฉ้อราษฎร์บังหลวง แล้วข้อที่ห้า ผู้กุมอำนาจรัฐมักจะเสนอโครงการใหญ่ๆ ที่เรียกว่า เมกะโปรเจ็กต์ เพื่อจะได้ค่าคอมมิชชั่นจากบริษัทใหญ่ๆ ทั้งหลายทั้งมวลดังกล่าวมันทำให้บิดเบือน มันบิดการเป็นประชาธิปไตย

และนี่คือความพยายามของปี 40 ที่จะแก้ปัญหานี้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีใช้ได้ แต่ไม่ใช่ไม่มีข้อบกพร่องนะ เป็นรัฐธรรมนูญที่ให้สิทธิเสรีภาพประชาชน และอย่างอื่น มีทั้งการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต แบบบัญชีรายชื่อ อะไรก็ว่าไป

แล้วก็เกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดตั้งแต่วันนั้น แล้วข้อสังเกต รัฐธรรมนูญ 19 กันยายน 2549 เป็นรัฐธรรมนูญที่อิงรัฐธรรมนูญปี 40 คล้ายกันมาก แต่ทำให้ดีขึ้น ให้สิทธิสภาพประชาชนมากยิ่งขึ้น แต่ประเด็นสำคัญ คือ มีการลงประชามติ เมื่อมีการลงประชามติ ซึ่งแปลว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ รัฐธรรมนูญเป็นผู้รับรอง เสร็จแล้วก็มีการรัฐประหาร เมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 ซึ่งในแง่นี้เป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะมันเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากการลงประชามติ

แม้ว่าฉบับปี 40 จะไม่มีการลงประชามติเหมือนฉบับปี 50 แต่กลายเป็นรัฐธรรมนูญที่ได้รับการยอมรับว่า เป็นของประชาชนจริงๆ อาจารย์คิดว่ารูปแบบนี้สามารถดึงจุดแข็งบางอย่างของรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับมาใช้สำหรับปัจจุบันได้อย่างไร

จุดแข็งแต่ละฉบับมันเป็นรายละเอียดเกินไป แต่หลักใหญ่ๆ คือ ต้องเป็นรัฐธรรมนูญที่ประกันสิทธิสภาพของประชาชน ประการที่สอง ผู้ใช้อำนาจรัฐต้องถูกควบคุมการใช้อำนาจในระบบ เช่น มีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ รวมทั้งการถอดถอนอะไรก็ว่าไป อันนั้นเป็นรายละเอียด แต่สำคัญที่สุดผู้ใช้อำนาจรัฐนั้นต้องมีจริยธรรมในการควบคุมตัวเองด้วย เรื่องใหญ่ที่สุด รัฐธรรมนูญฉบับไหนก็แบบนี้ และข้อที่สาม ต้องสามารถบริหารโดยใช้ทรัพยากรนั้น แก้ปัญหาและพัฒนาประเทศได้ ข้อสามนี้เรียกว่าเป็น ‘รัฐธรรมนูญที่กินได้

“รัฐธรรมนูญต้องสะท้อนถึงสิ่งที่เรียกว่า หนึ่ง… ผู้มีอำนาจรัฐ หรือคนที่อยู่ในสถานะมีอำนาจรัฐ มีศรัทธาในระบอบการปกครองประชาธิปไตยอย่างแท้จริง สอง… ประชาชนมีวัฒนธรรมการเมืองแบบประชาธิปไตย และพร้อมที่จะจรรโลงและธำรงไว้ซึ่งระบอบการปกครองประชาธิปไตย”

รัฐธรรมนูญไทยแต่ละฉบับ มีการพูดว่า เป็นเพียงแค่กฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น จริงๆ แล้ว สะท้อนเจตนารมณ์ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ดีมากเพียงพอหรือยัง

รัฐธรรมนูญ แน่นอนว่า เป็นลายลักษณ์อักษร แต่เมื่อเป็นลายลักษณ์อักษรขอให้ทราบอย่างนี้นะครับ มันมีภาษาอังกฤษประโยคหนึ่งบอกว่า You cannot legislate human behavior คุณไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมมนุษย์ด้วยการออกเป็นกฎหมายได้ เพราะไม่ใช่ว่าเขียนกฎหมายแล้วคนจะทำตามนั้น อาจเป็นได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด

แต่รัฐธรรมนูญต้องสะท้อนถึงสิ่งที่เรียกว่า หนึ่ง… ผู้มีอำนาจรัฐ หรือคนที่อยู่ในสถานะมีอำนาจรัฐ มีศรัทธาในระบอบการปกครองประชาธิปไตยอย่างแท้จริง สอง… ประชาชนมีวัฒนธรรมการเมืองแบบประชาธิปไตย และพร้อมที่จะจรรโลงและธำรงไว้ซึ่งระบอบการปกครองประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยจะอยู่ได้ต้องช่วยกันรักษา แต่ถ้าหากปล่อยให้ใช้เงินซื้อเสียงหรือทำอะไรต่อมิอะไรต่างๆ ที่ไม่ชอบมาพากลก็เกิดไม่ได้ มีการอ้าง ซึ่งอาจเป็นความจริงในระดับหนึ่ง ฟิลิปปินส์และอินเดีย ประสบความสำเร็จในการเป็นประชาธิปไตย

เพราะว่าประชาชน เขาต้องการมีประชาธิปไตยและสำคัญที่สุด ผู้นำประเทศเขามีความเป็นประชาธิปไตย คำถามที่ต้องถาม คือ ในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย ผู้นำมีความจริงใจ มีศรัทธา มีจิตวิญญาณของการเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ถ้าตอบในแง่บวกไม่ได้ ก็ยากที่จะทำให้เกิดประชาธิปไตยได้ ถึงแม้จะร่างรัฐธรรมนูญดีอย่างไรก็ตาม การมีกฎหมายเป็นเรื่องหนึ่ง การบังคับกฎหมายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง นำไปปฏิบัติ รัฐธรรมนูญอาจเขียนไว้อย่างดี แต่ท่านไม่ปฏิบัติ ก็เปล่าประโยชน์

หมายถึงว่า ประชาชนในรัฐเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ระบอบประชาธิปไตยถูกใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ แต่ในขณะเดียวกัน รัฐธรรมนูญฉบับนี้พยายามที่จะยกระดับประชาชนด้วยการใช้คำใหม่ๆ เช่น คำว่า พลเมือง อาจารย์มองว่าในทางปฏิบัติสามารถเป็นได้จริงหรือเป็นได้แค่คำ

เบื้องต้นนะครับ การใช้คำว่า ‘พลเมือง’ ผมก็ไม่เข้าใจ และเป็นเรื่องไม่จำเป็นที่ต้องใช้คำดังกล่าว เพราะคำว่า พลเมือง ถ้าไปดูตามราชบัณฑิตยสถาน พลเมือง คือ ประชาชน ราษฎร และชาวประเทศ เอาเหตุผลมาจากไหนว่า พลเมือง นั้น พล, พละ คือ มีอำนาจ ไม่มี ประชาชน citizen คำเดียวพอแล้ว การใช้คำใหม่อย่างนี้แล้วจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในมโนทัศน์ ผมว่าไม่มีเหตุมีผลพอ พูดตรงๆ ว่าเคยพูดหลายครั้งแล้ว รกรุงรัง มันทำให้กฎหมายฉบับที่ใช้คำว่า ประชาชน เสียหาย

ตัวอย่างเช่น รัฐธรรมนูญปี 40 และ 50 มาตรา 5 ระบุชัด ประชาชนชาวไทย ไม่ว่าเหล่ากำเนิด เพศ หรือศาสนาใดๆ ย่อมอยู่ภายใต้การคุ้มครองของรัฐธรรมนูญนี้โดยเท่าเทียมกัน อำนาจสูงสุดเป็นของปวงชนชาวไทย เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยามฯ ไม่จำเป็นต้องใช้คำว่า ‘พลเมือง’ หน้าที่พลเมืองและศีลธรรม ผมไม่เห็นว่ามันให้อำนาจอะไรขึ้นมาเลย

คำว่า ‘ราษฎร’ ล้นเกล้ารัชกาลที่ 7 เป็นคนเริ่มใช้ เพราะสมัยก่อนเรียกว่า ‘ไพร่’ ตอนหลังก็เปลี่ยนเป็นราษฎร ที่บอกว่าข้าพเจ้าไม่ยินดีมอบอำนาจให้คณะใดคณะหนึ่ง แต่ต้องให้กับราษฎรทั่วไป อันนี้เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันใช้คำว่า ‘ประชาชน’ มันมีความหมายในตัวอยู่แล้ว มันคือ citizen ส่วนความเป็นรัฐธรรมนูญคือ Constitutionalism อันนี้คือหลักใหญ่

“พูดตรงๆ ผู้ร่างหลายคนไม่เคยผ่านการเลือกตั้ง ไม่เข้าใจประชาชนในชนบท ไม่เข้าใจผู้ลงคะแนนเสียงของกลุ่มต่างๆ เสร็จแล้วก็ร่างโดยหลักวิชาการ คิดเอาเอง”

เส้นทางหลังจากนี้จนกว่าเราจะมีรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งใหม่ คิดว่าอะไรเป็นจุดตัดสำคัญที่ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้กลายเป็นรัฐธรรมนูญที่ทุกคนเห็นร่วมกัน โดยที่ไม่ให้เกิดความขัดแย้งบานปลาย

ก่อนลงประชามติ ต้องตั้งคำถามว่า รัฐธรรมนูญที่จะออกมาเป็นฉบับสุดท้าย มีการพูดคุยกันหรือไม่ ประชามติโดยทั่วๆ ไป เขาต้องคุยกันเป็นเวลานานมาก ผมจำได้ สวิตเซอร์แลนด์คุยกันตั้ง 20 ปี อันนี้อยู่ๆ ก็ร่าง แล้วบางคนร่างอยู่ในใจ แบบนั่งเทียนร่างก็มี พูดตรงๆ ผู้ร่างหลายคนไม่เคยผ่านการเลือกตั้ง ไม่เข้าใจประชาชนในชนบท ไม่เข้าใจผู้ลงคะแนนเสียงของกลุ่มต่างๆ เสร็จแล้วก็ร่างโดยหลักวิชาการ คิดเอาเอง ฉะนั้น จึงมีลักษณะไม่ชอบมาพากลเป็นอย่างมาก

ผมยกตัวอย่างให้เห็นชัดว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาอะไรบ้าง ข้อที่หนึ่ง เมื่อครู่พูดถึงการเข้าสู่ตำแหน่งอำนาจ ผู้เข้าสู่ตำแหน่งอำนาจมีใครบ้าง มี ส.ส. ส.ว. มีนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และมีศาล ตุลาการ รวมทั้งองค์กรพิเศษที่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ

ส.ส. ก็คือเลือกจากประชาชนที่สมัครรับเลือกตั้ง แต่คราวนี้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้ายังไม่แก้ มีการลงเลือกตั้ง ส.ส. โดยลงในนามพรรค รวมทั้งในนามกลุ่ม ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ถ้ามีเป็นสิบๆ กลุ่ม แล้วได้เป็นกลุ่มใหญ่ๆ ที่มี ส.ส. กลุ่มละ 3 – 5 คน สมมติว่ามี 40 กลุ่ม ก็ 120 คน ย่อมสามารถรวมกลุ่มแล้วพลิกการเมืองได้ทันที แล้วข้อที่สอง เป็นไปได้หรือไม่ว่าพรรคอาจตั้งกลุ่มด้วย ตั้งกลุ่มตัวเองมา 30 กลุ่ม แล้วแต่ละกลุ่มก็ได้ 2 – 3 คน รวมเบ็ดเสร็จแล้วทั้งพรรคบวกกลุ่มก็เป็นรัฐบาลอยู่ดี แต่สำคัญสุด วิธีการพัฒนาแบบนี้ทำให้พรรคอ่อนแอทันที เพราะมันกระจุยกระจาย สมมติว่ามีสัก 50 กลุ่ม มันก็เท่ากับมี 50 พรรคเล็ก มันก็กระจายหมด เขาเรียกว่า spread thin หรือว่า dilute ซึ่งอันนี้ผมไม่เห็นด้วย

ส่วนปาร์ตี้ลิสต์ ตอนนี้ก็คิดว่า จะแก้แล้ว นอกจากเสนอชื่อปาร์ตี้ลิสต์มา ยังให้คนมีสิทธิ์ลงคะแนนเสียง ไม่ใช่ตามลำดับ เป็นคะแนนเสียงแบบแล้วแต่พรรคกำหนด เช่น พรรคนี้ได้ 8 คน ก็ 8 คน อันนี้เสนอชื่อมา 30 คน แล้วคนสามารถจะลงคะแนนคนที่ 30 ก็ได้ คนที่ 28 ก็ได้ แล้วแต่ ผลสุดท้ายก็ออกมาสะเปะสะปะไปหมด ซึ่งอันนี้ไม่ถูกต้องเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีใครเขาทำกันหรอก

ข้อที่สอง ส.ว. ให้มีการเลือกตั้งจังหวัดละคน แล้วก็ยังมีจากผู้เชี่ยวชาญอะไรก็ว่าไป สี่วงเล็บด้วยกัน เลือกตั้งโดยตรง แต่ว่าต้องมีคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมากลั่นกรองให้เหลือเพียง 10 คน สมมติว่ามี ส.ว. สมัคร 40 คน คณะกรรมการชุดนี้จะกลั่นกรองเหลือ 10 คน คณะกรรมการชุดนี้เป็นใคร

ผมอยากจะได้ผลไม้ ผมรู้ว่า มันอยู่ในเข่ง แต่เจอแข่งที่มีแต่พุทรา เพราะกลั่นกรองมาจนมีแต่พุทรา ฮ่องกงต้องการมีการเลือกตั้ง ทางแผ่นดินใหญ่ ปักกิ่ง บอกว่า ต้องให้ปักกิ่งเป็นคนคัดเหลือจำนวนเท่านั้น เหมือนกันเลย แล้วปรากฏว่า ที่ผ่านมา สภาฮ่องกง ผ่านกฎหมายไม่รับมาตราหรือมาตรการดังกล่าว ท้าทายปักกิ่งด้วย ซึ่งอันนี้จะเกิดอะไรขึ้นผมไม่ทราบ แต่แม้ฮ่องกงเขาก็ไม่เอาด้วย

ถามจริงๆ เป็นประชาธิปไตยยังไงหรือแบบนี้ คนที่กลั่นกรองเหลือ 10 คน เป็นคนที่มีลักษณะควบคุมหรือเรียกว่า การ์เดี้ยน (Guardians) ซึ่งเพลโตพูดตั้งแต่สมัยโบราณแล้วว่า Who will guard the guardians?
มีการ์เดี้ยนเสร็จแล้วใครจะการ์ดการ์เดี้ยนต่อ เป็นชั้นๆ ไปเลย นี่เห็นชัดเลย ผมเห็นด้วย

วงเล็บ 2, 3 ยังพอกล้อมแกล้ม วงเล็บ 4 มี 58 คนมาจากการสรรหา ไม่ต้องพูด ไม่ต้องอธิบายแปลว่าอะไร ก็แปลว่าใน 77 คนที่เลือกตั้ง ซึ่งคัดไปแล้วหนึ่งรอบ ยังสรรหาอีก 58 คน แล้วถ้าใน 10 คนที่เหลือ เป็นคนที่คัดมาเป็นพวกเดียวกัน บวก 58 คน มี ส.ว. ไปทำไม มันเป็นส.ว. ที่ไม่ใช่ของประชาชนแล้ว ส.ว. ถ้าเพียงแต่กลั่นกรองกฎหมายยังพอทำเนา แต่ถ้าแต่งตั้ง ถอดถอน เท่ากับเป็นการตั้งองค์กรใหญ่ ซึ่งประชาชนไม่มีส่วนโดยตรง แต่เป็นการควบคุมผู้ที่มาจากการเลือกตั้งคือ ส.ส. ถ้าอย่างนั้นผิดหลักประชาธิปไตยอย่างแน่นอน

คือ ตัวอย่างที่ชัดที่สุดของการเลือกตั้ง การร่างรัฐธรรมนูญที่มีปัญหา และผมขอพูดในที่นี้นะ ถ้าไม่เห็นด้วย ลองถามและอธิบาย ลองคุยกับผมนะ แล้วอธิบายว่ามันใช่หรือไม่ ที่ผมพูดมีเหตุมีผลหรือไม่

ต่อมาอีก เรื่องนายกรัฐมนตรีจากคนนอก ข้ออ้างที่บอกว่า บางครั้งเกิดวิกฤติ เหมือนคราวที่แล้ว เพราะไม่มีการยุบสภา ผมจะเรียนให้ทราบนะครับ วิกฤติเกิดขึ้นเพราะอะไร มีทางเดียวคือยุบสภา เพราะอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน มีอะไรให้ประชาชนตัดสิน ไม่ใช่อยู่ๆ ทำแบบนี้ การที่บอกว่ามีทั้งคนนอกที่ไม่เป็นส.ส. แล้วก็ต้อง 2 ใน 3 ให้ ส.ส. เลือก  ส.ส. ก็ใช้เพียงครึ่งเดียว

คำถาม คือ มันเป็นไปได้หรือไม่ว่า มีวิธีการที่ทำให้ไม่ถึงครึ่ง เมื่อไม่ถึงครึ่งก็ไปทางนู้นโดยตรง ก็แปลว่าได้จากคนซึ่งไม่ใช่ ส.ส. ไม่ผูกพันกับประชาชน มาเป็นผู้บริหารประเทศ แล้วมันเคยเกิดสมัย คึกฤทธิ์ ปราโมช อันนี้ผมไม่พูดรายละเอียดแล้วกันนะ เมื่อมันเป็นอย่างนี้แปลว่าอะไร มันเกิดวิกฤติทางการเมืองทันที แล้วยังมีอีกประเด็นนะ ประเด็นทางปรัชญา ประเด็นทางการเมือง ซึ่งคนไทยไม่เข้าใจ

แม้กระทั่ง ในการมีนายกฯ ในอดีตก็มีปัญหา นายกรัฐมนตรีเป็น ส.ส. มาจากการเลือกตั้งถูกต้อง แต่ถ้านายกรัฐมนตรีไปตั้ง นาย ก. ซึ่งไม่ใช่ ส.ส. เป็นนักธุรกิจ หรือเป็นคนอื่น มาเป็นรองนายกฯ คนที่หนึ่ง แล้วนายกฯ เดินทางไปต่างประเทศ รองนายกฯ คนที่หนึ่งซึ่งไม่ใช่ ส.ส. ไม่ผูกพันกับประชาชน แต่เป็นนายกฯ จากการแต่งตั้ง แล้วปฏิบัติเหมือนนายกฯ เลยทางการเมือง คุณเป็นใคร คุณเป็นรองนายกฯ แต่คุณไม่เกี่ยวกับประชาชนเลยนะ ครั้งหนึ่งเคยมีปัญหานี้ รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยไม่เป็น ส.ส. แล้วทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี จำได้ไหม เป็นต้น

อันนี้ คือ ตัวอย่าง มันขัดความรู้สึก แล้วถ้านายกฯ มาจากคนนอกเลย มันเกิดวิกฤติขึ้นมาจะเกิดอะไร
การที่บอกว่าถ้ามีวิกฤติก็ให้คนนอก ทันทีที่มีการเลือกคนนอก เกิดวิกฤติทันที แล้วไม่ใช่เกิดวิกฤติก่อนนะ มันพร้อมกันเลย เสนอคนที่หนึ่งเป็น ส.ส. เสนอคนที่สอง ไม่ใช่ ส.ส. เสร็จแล้วปรากฏว่า ส.ส. นั้นมีวิธีการไม่ครบ 51 ยิ่งถ้าเป็นกลุ่มการเมืองยิ่งง่ายเลย ไม่ครบ 51 กลุ่มทั้งหลายแหล่ไม่เอาด้วย หรือว่าไม่ได้บางอย่างที่พอใจ ผลสุดท้ายก็เกิดวิกฤติ คนนอกมาเป็น แล้วนี่มันประชาธิปไตยแบบไหน มันไม่ต้องมีแล้วประชาธิปไตยแบบนี้

ใครคิดร่างนี้ขึ้นมา แก้วิกฤติ เมื่อไม่สามารถแก้ได้ ให้ใช้คนนอก การเสนออย่างนี้คือการสร้างวิกฤติตั้งแต่ต้น วิกฤติอันแรกคืออะไรรู้ไหม คนไม่เห็นด้วย นั่นคือ วิกฤติแล้ว ผมคนหนึ่งไม่เห็นด้วย

“เรื่องนายกรัฐมนตรีจากคนนอก ข้ออ้างที่บอกว่า บางครั้งเกิดวิกฤติ เหมือนคราวที่แล้ว เพราะไม่มีการยุบสภา ผมจะเรียนให้ทราบนะครับ วิกฤติเกิดขึ้นเพราะอะไร มีทางเดียวคือยุบสภา เพราะอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน”

ทำอย่างไรให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นประชาธิปไตยและกลายเป็นรัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์มากกว่าฉบับก่อนๆ

คือ รัฐธรรมนูญปี 40 รวมทั้งปี 50 ที่แก้ มันไม่ใช่ระบบที่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เป็นประโยชน์อย่างมหาศาลอยู่แล้วหลายเรื่อง หลักใหญ่ๆ คือ ถ้าจะมีประชาธิปไตย ก็ต้องทำให้เป็นประชาธิปไตย แต่ถ้าไม่มีก็เลิก จะอยู่ได้หรือเปล่าอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าต้องการมีประชาธิปไตย ต้องเป็นประชาธิปไตย จะต้องให้ผู้ที่มาจากการสัมผัสและอนุมัติโดยประชาชน คือมาจากการเลือกตั้ง เป็นผู้บริหารประเทศ

ส่วนจะควบคุมอย่างไรอีกเรื่องหนึ่ง แต่ระวังเรื่องการควบคุมเหมือนกัน อย่าควบคุมจนกระทั่งละเมิดอำนาจของประชาชน หมายความว่าไง หมายความว่า มาจากการเลือกตั้ง แต่สามารถทำให้การเลือกตั้งนั้นล้มเหลวได้โดยที่มีอำนาจพิเศษ เนื่องจากเป็นองค์กรที่มีอำนาจ

เอาง่ายๆ แล้วกัน ผมจะพูดสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นหลักปรัชญา พรรคการเมือง ตั้งมาโดยประชาชนเป็นสมาชิก 14 ล้านคน เอาง่ายๆ พรรคไทยรักไทย เสร็จแล้วหลังจากนั้นมีการออกกฎหมายย้อนหลัง ยุบพรรค แล้วก็เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหาร ซึ่งผิดตั้งแต่ต้นแล้ว ออกย้อนหลังมันไม่ได้ ไม่ต้องอ้างกฎหมายอาญานะ แม้แต่กฎหมายแพ่งก็ไม่ได้ หลักสุภาษิตลาตินและปฏิญญายูเอ็นมีครบหมด ทำไม่ได้หรอก เมื่อย้อนหลังผิดอยู่แล้ว ยังมีการยุบพรรค พรรคนี่เป็นองค์กรที่ประชาชนเป็นเจ้าของ ผู้บริหารพรรคเป็นเพียงแต่ผู้รับอาณัติจากประชาชนมาบริหาร ไม่ใช่เจ้าของพรรค เมื่อผู้บริหารทำผิด ก็ไล่ผู้บริหารออกไป เอาไปลงคดีอะไรก็ว่าไป แต่พรรคต้องอยู่เพราะเป็นของประชาชน ประชาชนจะได้เลือกผู้บริหารขึ้นมาใหม่

ทำนองเดียวกันกับการที่มีวัดวัดหนึ่ง ซึ่งเป็นวัดของชุมชน แล้วเจ้าอาวาสทำความผิด เป็นอลัชชี เป็นอะไรก็แล้วแต่ สึกเจ้าอาวาสยังไม่พอ สึกลูกวัดทุกคนซึ่งไม่เกี่ยวข้อง เสร็จแล้วยุบวัดไปด้วย ทำได้หรือตรรกะนี้ ตอบผมสิ นักนิติศาสตร์ นักรัฐศาสตร์ที่ว่ายิ่งยงทั้งหลาย ตอบผมซิ เป็นประชาธิปไตยตรงไหน กฎหมายก็ผิด เป็นนักกฎหมายนะ ถ้าไม่เข้าใจอันนี้ไม่ใช่นักกฎหมายหรอก เป็นนักเทคนิคทางกฎหมายที่ฟังคำสั่งแล้วทำตามคำบัญชามาอย่างเดียวเท่านั้น ทำไม่ได้ ผิด จบจากไหนบอกมาเลย ที่สามารถจะทำอย่างนี้ได้ ออกกฎหมายย้อนหลัง ยุบพรรคซึ่งเป็นของประชาชน มีใครเขาทำกัน

 ABOUT THE AUTHOR

บรรณาธิการเว็บไซต์ aftershake.net เว็บที่มีเนื้อหาว่าด้วยการปฏิรูปที่พยายามย่อยเรื่องยากให้เข้าใจง่ายแบบคนธรรมดาสามัญ