แอมเนสตี้ฯ เผยตัวเลข ‘ประหารชีวิต’ ปี 2558 สูงสุดในรอบ 25 ปี ‘จีน-สหรัฐฯ’ ติดอันดับ 5 ประเทศประหารชีวิตประชาชนมากสุด

แอมเนสตี้ฯ เผยตัวเลข ‘ประหารชีวิต’ ปี 2558 สูงสุดในรอบ 25 ปี ‘จีน-สหรัฐฯ’ ติดอันดับ 5 ประเทศประหารชีวิตประชาชนมากสุด

6 เม.ย. 2559 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดรายงานสถานการณ์โทษประหารชีวิตและการประหารชีวิตทั่วโลกในปี 2558 ชี้ตัวเลขการประหารชีวิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ สถิติสูงสุดในรอบกว่า 25 ปี 3 ประเทศที่ประหารชีวิตมากที่สุดคือ อิหร่าน ปากีสถาน และซาอุดิอาระเบีย แนวโน้มทั่วโลกต่างกำลังหันหลังให้กับโทษประหารชีวิต มี 140 ประเทศหรือมากกว่า 2 ใน 3 ของประเทศทั่วโลกยกเลิกโทษประหารชีวิตแล้ว โดย 102 ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดอาญาทุกประเภท

20160704131625.jpg

รายงานระบุว่าปี 2558 เป็นปีที่มีการประหารชีวิตมากที่สุด นับตั้งแต่มีการบันทึกจากปี 2532  โดยมีผู้ถูกประหารชีวิตมากกว่า 1,634 คนใน 25 ประเทศ เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ถึง 54% ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่นับรวมตัวเลขจากประเทศจีน ซึ่งข้อมูลดังกล่าวถือเป็นความลับของทางราชการ แต่จีนยังคงเป็นประเทศที่ประหารชีวิตประชาชนมากสุดในโลก แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเชื่อว่ามีผู้ถูกประหารชีวิตและถูกสั่งลงโทษประหารชีวิตหลายพันคนในปี 2558 แม้จะมีสัญญาณว่าจำนวนการประหารชีวิตในจีนลดลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่เนื่องจากการเก็บข้อมูลโทษประหารชีวิตเป็นความลับทำให้ไม่สามารถยืนยันข้อมูลที่แท้จริงได้

ประเทศที่ประหารชีวิตประชาชนมากสุด 5 อันดับแรกของโลกในปี 2558 ได้แก่ จีน อิหร่าน ปากีสถาน ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐฯ ตามลำดับ

แต่ยังมี 4 ประเทศยกเลิกโทษประหารชีวิตในกฎหมายของตนอย่างถาวรในปี 2558 ได้แก่ ฟิจิ มาดากัสการ์ สาธารณรัฐคองโก และซูรินาเม ส่วนมองโกเลียผ่านร่างประมวลกฎหมายอาญาฉบับใหม่ซึ่งยกเลิกโทษประหารชีวิต โดยจะมีผลบังคับใช้ช่วงปลายปี 2559

20160704131640.jpg

20160704131650.jpg

แม้จะมีความถดถอยในปี 2558 แต่ทั่วโลกยังคงเดินทางไปสู่การยกเลิกโทษประหารชีวิต นับเป็นครั้งแรกที่ประเทศส่วนใหญ่ในโลก 102 ประเทศยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดอาญาทุกประเภท ถ้านับรวมกันแล้วประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตทั้งในทางกฎหมายหรือในทางปฏิบัติรวมเป็นจำนวน 140 ประเทศหรือ 2 ใน 3 ของประเทศทั่วโลก

ซาลิล เช็ตตี้ (Salil Shetty) เลขาธิการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเปิดเผยว่าโชคดีที่ประเทศซึ่งประหารชีวิตประชาชนยังคงเป็นประเทศส่วนน้อยและมีจำนวนลดลงเรื่อยๆ ประเทศส่วนใหญ่ในโลกหันหลังให้กับโทษประหารชีวิตแล้ว

“ไม่ว่าความถดถอยระยะสั้นจะเป็นอย่างไร แต่แนวโน้มระยะยาวยังคงชัดเจนว่า ทั่วโลกกำลังมุ่งหน้าออกจากโทษประหารชีวิต ประเทศที่ยังคงมีโทษประหารชีวิตจึงต้องตระหนักว่า พวกเขาอยู่ในด้านที่ผิดของประวัติศาสตร์ และควรยกเลิกการลงโทษที่โหดร้ายและไร้มนุษยธรรมมากสุดนี้เสียที” เลขาธิการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลระบุ

สำหรับประชาคมอาเซียนซึ่งประกอบด้วย 10 ประเทศนั้น กัมพูชาและฟิลิปปินส์ ยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดทางอาญาทุกประเภท ส่วนลาว พม่า และบรูไน ได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ (การที่ยังคงไว้ซึ่งโทษประหารชีวิต แต่ได้ระงับการประหารชีวิตเป็นระยะเวลา 10 ปีติดต่อกัน) ส่วนประเทศไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์และเวียดนามยังคงมีและใช้โทษประหารชีวิตอยู่

ในส่วนของประเทศไทยมีการประหารชีวิตครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2552 ก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 ที่ไม่มีการประหารชีวิต ซึ่งหากไม่มีการประหารชีวิต 10 ปีติดต่อกัน ทางองค์การสหประชาชาติจะถือว่าเป็นประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติทันที ซึ่งจะถือเป็นพัฒนาการที่ดีด้านสิทธิมนุษยชนสำหรับประเทศไทยอีกก้าวหนึ่ง

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุ ยืนยันคัดค้านโทษประหารชีวิตทุกกรณีโดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นความผิดทางอาญาประเภทใด ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะมีบุคลิกลักษณะใด หรือไม่ว่าทางการจะใช้วิธีประหารชีวิตแบบใด โทษประหารชีวิตละเมิดสิทธิที่จะมีชีวิตตามที่ประกาศไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และถือเป็นการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมทั้งงานวิจัยมากมายจากนานาประเทศได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าโทษประหารชีวิตไม่มีความเชื่อมโยงใดๆ กับการเพิ่มขึ้น หรือลดลงของอาชญากรรม

แถลงการณ์มีรายละเอียด ดังนี้

20160704131548.jpg
 

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล
แถลงการณ์ 

ห้ามเผยแพร่ก่อนวันพุธที่ 6 เมษายน 2559 เวลา 00.01GMT

ปี 2558 การประหารชีวิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ สถิติสูงสุดในรอบกว่า 25 ปี

– การประหารชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมากทั่วโลก นับเป็นสถิติสูงสุดเท่าที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลบันทึกได้ในรอบกว่า 25 ปี

– เกือบ 90% ของทั้งหมดการประหารชีวิตที่บันทึกได้เกิดขึ้นในสามประเทศ ได้แก่ อิหร่าน ปากีสถานและซาอุดีอาระเบีย

– นับเป็นครั้งแรกที่ประเทศส่วนใหญ่ในโลกยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดอาญาทุกประเภท โดยในปี 2558 มีสี่ประเทศที่ประกาศยกเลิกโทษประหารชีวิต 

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยรายงานสถานการณ์โทษประหารชีวิตและการประหารชีวิตทั่วโลกพบว่า ปี 2558 มีการเพิ่มขึ้นอย่างมากของการประหารชีวิต ทำให้มีประชาชนถูกประหารชีวิตมากที่สุดในรอบ 25 ปีที่ผ่านมา โดยการประหารชีวิตส่วนใหญ่เกิดขึ้นในอิหร่าน ปากีสถานและซาอุดีอาระเบีย

ในปี 2558 มีผู้ถูกประหารชีวิตอย่างน้อย 1,634 คน เพิ่มขึ้นกว่า 50% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา นับเป็นสถิติสูงสุดที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลบันทึกได้ตั้งแต่ปี 2532 เป็นต้นมา ทั้งนี้ไม่รวมจำนวนผู้ถูกประหารชีวิตในจีนซึ่งคาดว่ามีอยู่หลายพันคน แต่ทางการจีนเก็บข้อมูลการประหารชีวิตเป็นความลับทางราชการ 

ซาลิล เช็ตตี้ (Salil Shetty) เลขาธิการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเปิดเผยว่า ตัวเลขการประหารชีวิตที่เพิ่มขึ้นถือเป็นเรื่องน่าเศร้าใจอย่างยิ่ง ปี 2558 มีผู้คนทั่วโลกถูกประหารชีวิตมากที่สุดในรอบ 25 ปี รัฐบาลประเทศต่างๆ ยังคงพรากชีวิตประชาชนโดยใช้ข้ออ้างอย่างผิดๆ ว่า โทษประหารชีวิตทำให้เราปลอดภัยมากขึ้น

“อิหร่าน ปากีสถานและซาอุดีอาระเบียประหารชีวิตประชาชนจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการพิจารณาคดีที่ไม่เป็นธรรม การสังหารชีวิตผู้คนเช่นนี้ต้องยุติลง แต่ยังโชคดีที่ประเทศซึ่งประหารชีวิตประชาชนยังคงเป็นประเทศส่วนน้อยและมีจำนวนลดลงเรื่อย ๆ ประเทศส่วนใหญ่ในโลกต่างหันหลังให้กับโทษประหารชีวิต และในปี 2558 มีอีก 4 ประเทศที่ยกเลิกบทลงโทษอันแสนป่าเถื่อนออกจากกฎหมายอย่างสิ้นเชิง” 

ตัวเลขการประหารชีวิตที่เพิ่มขึ้นมาจากประเทศอิหร่าน ปากีสถานและซาอุดีอาระเบีย

การเพิ่มจำนวนของการประหารชีวิตทั่วโลก ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากสามประเทศ ซึ่งมีตัวเลขรวมสูงถึง 89% ของการประหารชีวิตทั้งหมดในปี 2558 (ยกเว้นจีน) 

ปากีสถานยังคงเร่งประหารชีวิตบุคคลอย่างต่อเนื่อง หลังจากยกเลิกข้อตกลงชั่วคราวในการพักการประหารชีวิตประชาชนเมื่อเดือนธันวาคม 2557 ส่งผลให้มีประชาชนกว่า 320 คนถูกส่งเข้าแดนประหารในปี 2558 ซึ่งนับเป็นจำนวนสูงสุดที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลบันทึกได้สำหรับกรณีประเทศปากีสถาน

อิหร่านประหารชีวิตบุคคลอย่างน้อย  977 คนในปี 2558 เปรียบเทียบกับอย่างน้อย 743 คนเมื่อปีก่อนหน้านั้น ส่วนใหญ่เป็นความผิดในคดียาเสพติด อิหร่านยังเป็นหนึ่งในประเทศสุดท้ายของโลกที่ประหารชีวิตเยาวชนผู้กระทำความผิด ซึ่งเป็นการละเมิดอย่างชัดเจนต่อกฎหมายระหว่างประเทศ โดยในปี 2558 ได้มีการประหารชีวิตเยาวชนที่กระทำความผิดขณะมีอายุต่ำกว่า 18 ปีอย่างน้อย 4 คน 

ในซาอุดีอาระเบียการประหารชีวิตเพิ่มขึ้น 76% เปรียบเทียบกับปี 2557 โดยมีผู้ถูกประหารชีวิตอย่างน้อย 158 คน ส่วนใหญ่เป็นการตัดคอ แต่ทางการได้ใช้วิธียิงเป้าอยู่บ้าง และบางทีมีการนำร่างกายของบุคคลที่ถูกประหารชีวิตไปแสดงต่อสาธารณะด้วย

จำนวนการประหารชีวิตที่บันทึกได้เพิ่มขึ้นอย่างมากในอีกบางประเทศเช่นกัน ได้แก่ อียิปต์และโซมาเลีย

ในปี 2558 การประหารชีวิตเกิดขึ้นใน 25 ประเทศเพิ่มขึ้นจาก 22 ประเทศในปี 2557 และมีอย่างน้อย 6 ประเทศที่ไม่ประหารชีวิตใครเลยในปี 2557 แต่กลับประหารชีวิตประชาชนในปี 2558 รวมทั้งชาด ซึ่งเป็นการประหารชีวิตครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ 

ประเทศที่ประหารชีวิตบุคคลมากสุด 5 อันดับแรกของโลกในปี 2558 ได้แก่ จีน อิหร่าน ปากีสถานซาอุดีอาระเบียและสหรัฐฯ ตามลำดับ 

หลายประเทศอย่างเช่น จีน อิหร่าน และซาอุดีอาระเบีย ยังคงลงโทษประหารชีวิตบุคคลสำหรับความผิดต่าง ๆ รวมทั้งการค้ายาเสพติด คอรัปชั่น “การมีชู้” และ “การหมิ่นศาสนา” ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามมาตรฐานกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งอนุญาตให้ใช้โทษประหารชีวิตกับความผิด “อาชญากรรมร้ายแรงสุด” เท่านั้น ทั้งนี้เป็นข้อจำกัดตามกฎหมายระหว่างประเทศ 

2558 ปีแห่งความสุดโต่ง

แม้จะมีความถดถอยในปี 2558 แต่ทั่วโลกยังคงเดินทางอย่างมั่นคงไปสู่การยกเลิกโทษประหารชีวิต พัฒนาการบางด้านในปีที่ผ่านมาทำให้เกิดความหวัง และแสดงให้เห็นว่าประเทศที่ยังคงใช้โทษประหารชีวิตเป็นเพียงประเทศส่วนน้อย

ในปี 2558 มีสี่ประเทศยกเลิกโทษประหารชีวิตในกฎหมายของตนอย่างถาวรได้แก่ ฟิจิ มาดากัสการ์ สาธารณรัฐคองโก และซูรินาเม ส่วนมองโกเลียผ่านร่างประมวลกฎหมายอาญาฉบับใหม่ซึ่งยกเลิกโทษประหารชีวิต โดยจะมีผลบังคับใช้ช่วงปลายปี 2559 

ปัจจุบันมี 140 ประเทศหรือมากกว่า 2 ใน 3 ของ ประเทศทั่วโลกได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตทั้งในทางกฎหมายหรือในทางปฏิบัติแล้ว โดยที่ 102 ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดอาญาทุกประเภท 

“2558 เป็นปีแห่งความสุดโต่ง เราได้เห็นพัฒนาการที่น่าตกใจอย่างมาก แต่ก็ได้เห็นพัฒนาการที่ทำให้เกิดความหวังเช่นกัน 4 ประเทศยกเลิกโทษประหารชีวิตอย่างถาวร เป็นเหตุให้ประเทศส่วนใหญ่ในปัจจุบันห้ามใช้การลงโทษที่น่าสะพรึงกลัวสุดเช่นนี้แล้ว” 

“ไม่ว่าความถดถอยระยะสั้นจะเป็นอย่างไร แต่แนวโน้มระยะยาวยังคงชัดเจนว่า โลกกำลังมุ่งหน้าออกจากโทษประหารชีวิต ประเทศที่ยังคงมีโทษประหารชีวิตจึงต้องตระหนักว่า พวกเขาอยู่ในด้านที่ผิดของประวัติศาสตร์ และควรยกเลิกการลงโทษที่โหดร้ายและไร้มนุษยธรรมมากสุดนี้เสียที” ซาลิล เช็ตตี้กล่าว

สรุปภาพรวมระดับภูมิภาค

ภูมิภาคอเมริกา

ทวีปอเมริกายังคงเดินหน้าไปสู่การยกเลิกโทษประหารชีวิต เป็นปีที่ 7 ติดต่อกันที่ภูมิภาคนี้มีเพียงสหรัฐฯ ประเทศเดียวที่ยังคงประหารชีวิตประชาชน โดยในปี 2558 สหรัฐฯ ประหารชีวิตประชาชน 28 คน ซึ่งนับเป็นตัวเลขต่ำสุดตั้งแต่ปี 2534 นอกจากนั้นการสั่งลงโทษประหารชีวิต 52 ครั้งในปีที่ผ่านมา ยังนับว่าเป็นตัวเลขที่น้อยสุดตั้งแต่ปี 2520 อีกด้วย ส่วนรัฐเพนซิลเวเนียยังกำหนดให้มีข้อตกลงชั่วคราวเพื่อพักการประหารชีวิต โดยรวมแล้วปัจจุบันมี 18 รัฐของสหรัฐฯ ได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตอย่างถาวร

นอกจากสหรัฐฯ แล้ว ตรินิแดดและโตเบโกยังคงเป็นอีกประเทศหนึ่งในภูมิภาคนี้ที่ยังคงลงโทษประหารชีวิตกับประชาชนอยู่

ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

ในปี 2558 การประหารชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมากในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในปากีสถานซึ่งมีการประหารชีวิตผู้คนเกือบ 90% ของทั้งหมด (ไม่นับรวมประเทศจีน) ตามข้อมูลที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลบันทึกได้ในภูมิภาคนี้ บังคลาเทศ อินเดีย และอินโดนีเซียต่างกลับมาใช้การประหารชีวิตอีกครั้งในปี 2558 โดยอินโดนีเซียประหารชีวิตประชาชนไป 14 คนในคดียาเสพติด

จีนยังคงเป็นประเทศที่ประหารชีวิตผู้คนมากสุดในโลก และแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเชื่อว่ามีผู้ถูกประหารชีวิตและถูกสั่งลงโทษประหารชีวิตชีวิตหลายพันคนในปี 2558 แม้จะมีสัญญาณว่าจำนวนการประหารชีวิตในจีนลดลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่เนื่องจากการเก็บข้อมูลโทษประหารชีวิตเป็นความลับทำให้ไม่สามารถยืนยันข้อมูลที่แท้จริงได้ 

ภูมิภาคยุโรปและเอเชียกลาง

เบลารุสเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่ยังใช้คงมีโทษประหารชีวิต แม้ว่าประเทศนี้จะไม่ได้ประหารชีวิตเลยในปี 2558 แต่มีการสั่งลงโทษประหารชีวิตประชาชนอย่างน้อยสองกรณี 

ภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ

การใช้โทษประหารชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมากในปี 2558 ทุกประเทศในภูมิภาคนี้ล้วนใช้โทษประหารชีวิต (ยกเว้นโอมานและอิสราเอล) มี 8 ประเทศที่ประหารชีวิตประชาชน โดยภาพรวมมีผู้ถูกประหารชีวิตอย่างน้อย 1,196 คน เพิ่มขึ้น 26% เทียบกับปี 2557 และส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการประหารชีวิตที่เพิ่มขึ้นในอิหร่านและซาอุดีอาระเบีย เฉพาะอิหร่านมีการประหารชีวิตผู้คนมากถึง 82% ของการประหารชีวิตทั้งหมดในภูมิภาค 

ภูมิภาคแอฟริกาส่วนที่ต่ำกว่าทะเลทรายซาฮารา 

มีพัฒนาการทั้งในทางบวกและลบในแอฟริกาส่วนที่ต่ำกว่าทะเลทรายซาฮารา มาดากัสการ์และสาธารณรัฐคองโกต่างยกเลิกโทษประหารชีวิตอย่างถาวร และจำนวนการลงโทษประหารชีวิตลดลงอย่างมากจาก 909 ครั้งในปี 2557 เป็น 443 ครั้งในปี 2558 ส่วนใหญ่เป็นการลดการใช้โทษประหารชีวิตในไนจีเรีย

จำนวนการประหารชีวิตที่บันทึกได้ลดลงเล็กน้อยจาก 46 เป็น 43 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว อย่างไรก็ดี ชาดได้เริ่มการประหารชีวิตบุคคลเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 12 ปี โดยมีการยิงเป้าผู้ต้องสงสัยว่าเป็นสมาชิกกลุ่มโบโกฮารามจำนวน 10 คนในเดือนสิงหาคม 

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลคัดค้านโทษประหารชีวิตทุกกรณีโดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นความผิดทางอาญาประเภทใด ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะมีบุคลิกลักษณะใด หรือไม่ว่าทางการจะใช้วิธีประหารชีวิตแบบใด โทษประหารชีวิตละเมิดสิทธิที่จะมีชีวิตตามที่ประกาศไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และถือเป็นการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมทั้งงานวิจัยมากมายจากนานาประเทศได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าโทษประหารชีวิตไม่มีความเชื่อมโยงใดๆ กับการเพิ่มขึ้น หรือลดลงของอาชญากรรม

20160704131720.jpg

 

 ABOUT THE AUTHOR

กองบรรณาธิการเว็บไซต์ citizenthaipbs.net ดูแล เรียบเรียง และรวบรวมเนื้อหาจากนักข่าวพลเมือง