‘ขบวนการอีสานใหม่’ ยัน ‘มาตรา 44’ ไม่ยั่งยืน ‘สองมือสองเท้า’ ของประชาชนยั่งยืนกว่า

‘ขบวนการอีสานใหม่’ ยัน ‘มาตรา 44’ ไม่ยั่งยืน ‘สองมือสองเท้า’ ของประชาชนยั่งยืนกว่า

ขบวนการอีสานใหม่ ออกแถลงการณ์กรณีข่าว “ดร.อาทิตย์ หนุนนายกฯใช้มาตรา 44 ยุติเหมืองแร่ทองคำทั่ว ปท.” ชี้บ่อนทำลายพลังของขบวนการเคลื่อนไหวประชาชน ทำให้อำนาจเบ็ดเสร็จและครอบจักรวาลอยู่เหนือกฎหมายและอยู่นานเกินไปในสังคมไทย ส่งผลเสียหายในระยะยาวต่อบ้านเมือง

20152009204128.jpg

20 ก.ย. 2558 ขบวนการอีสานใหม่ ออกแถลงการณ์ ‘มาตรา 44 ไม่ยั่งยืน สองมือสองเท้าของประชาชนยั่งยืนกว่า’ จากกรณีที่ก่อนหน้านี้ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนระบุข้อเสนอแนะให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี ใช้มาตรา 44 ยุติเหมืองแร่ทองคำทั่วประเทศ (คลิกอ่านข่าว)

ขบวนการอีสานใหม่ ให้ความเห็นว่าข้อเสนอดังกล่าวเป็นข้อเสนอที่ไม่สร้างสรรค์ เป็นทัศนะของคนมีการศึกษาที่เห็นแก่ตัว ซึ่งจะทำให้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จและครอบจักรวาลเช่นมาตรา 44 อยู่เหนือกฎหมายปกติทั่วไปมากเกินไป และอยู่นานเกินไปในสังคมไทย ซึ่งจะเป็นผลเสียหายในระยะยาวต่อบ้านเมือง เพราะยิ่งจะทำให้กฎหมายที่มีอยู่และการตรากฎหมายใหม่ๆ ขึ้นมาใช้บังคับห่างจากการยึดโยงกับประชาชนมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ถือเป็นการบ่อนทำลายขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชนให้มีพลังลดลงไป

แถลงการณ์ยังระบุด้วยว่า สังคมไทยบทเรียนคล้ายๆ กันกับกรณีที่ขอให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพื่อยกเลิกเหมืองทองคำทั่วประเทศนี้ก็คือพวกที่อยู่ส่วนบนส่วนใหญ่ของขบวนการประชาชนในสังคมไทยสนับสนุนให้เกิดรัฐประหารทั้ง 2 ครั้ง เพราะเห็นว่าพวกเขาใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจ หรือสามารถต่อท่อกับอำนาจรัฐประหารได้ เพื่อที่จะนำประเด็น/พื้นที่/กรณีปัญหาที่ตัวเองทำงานอยู่ได้รับการแก้ไข แต่สิ่งที่ได้มาเพื่อแลกกับความหวังลมๆ แล้งๆ เหล่านั้นนั่นคือรัฐบาลเผด็จการทหาร คสช.ออกกฎหมายห้ามชุมนุม ส่งผลให้ประชาชนทั่วประเทศที่ต่อสู้คัดค้านโครงการพัฒนาขนาดใหญ่หมดสิ้นสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมไป

“อย่าได้ร้องขออำนาจที่ไม่ชอบธรรมใดๆ อีกเพียงเพื่อขอให้แก้ไขแต่ประเด็นที่พวกที่อยู่ส่วนบนของขบวนการประชาชนให้ความสนใจ โดยเหยียบย่ำประชาชนส่วนที่เหลืออีกส่วนใหญ่ให้จมดิน” แถลงการณ์ระบุ

แถลงการณ์ดังกล่าวมีรายละเอียด ดังนี้

 

แถลงการณ์

มาตรา ๔๔ ไม่ยั่งยืน สองมือสองเท้าของประชาชนยั่งยืนกว่า



จากการเคลื่อนไหวของภาคปะชาชนตั้งโต๊ะล่า ๒ หมื่นรายชื่อ เพื่อยื่นกับรัฐบาลเผด็จการทหาร คสช. ให้ยกเลิกร่างนโยบายการสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งจะมีการนัดรวมตัวกันเพื่อยื่นหนังสือพร้อมรายชื่อให้แก่พลเอกประยุทธ์ในวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๕๘ นี้ ขบวนการอีสานใหม่ขอสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้กับภาคประชาชนทุกหมู่เหล่าที่ออกมาร่วมแรงร่วมใจเคลื่อนไหวในประเด็นนี้ เพราะการทำเหมืองแร่ทองคำมีปัญหาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคมและสุขภาวะอนามัยของประชาชนที่อยู่รายรอบเหมืองรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ 

 

ในเบื้องต้น พลังของภาคประชาชนที่ประโคมข่าว แชร์ข้อมูลต่อๆ กันไปทางสื่อสังคมออนไลน์ได้ส่งผลให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ยอมถอยด้วยการยกเลิกการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างนโยบายฯดังกล่าวเมื่อกลางเดือนกันยายน ๒๕๕๘ ออกไปก่อนชั่วคราว เพราะเห็นว่าประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ขออนุญาตอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ทองคำยังไม่ได้รับทราบข้อมูลทั่วถึงและเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน

 

นับว่าเป็นโอกาสดีที่พลังประชาชนในบรรยากาศรัฐประหารยังมีคุณค่าต่อสังคม จึงทำให้อย่างน้อยร่างนโยบายฯ ดังกล่าวยังไม่ถูกประกาศใช้ ส่งผลให้อย่างน้อย ๑๒ จังหวัดทั่วประเทศที่ ๑๓ บริษัทเอกชนยื่นขออาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ทองคำเอาไว้แล้วหยุดชะงักเอาไว้ก่อนเป็นการชั่วคราว ไม่สามารถดำเนินการตามขั้นตอนการขอสัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำต่อไปได้

 

และยิ่งเป็นโอกาสดียิ่งขึ้นที่พลังประชาชนได้นัดหมายรวมตัวกันในวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๕๘ ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือพร้อมสองหมื่นรายชื่อคัดค้านให้ยกเลิกร่างนโยบายฯดังกล่าวให้เด็ดขาดเป็นการถาวรยิ่งขึ้นไป

 

แต่ในระหว่างนี้กลับมีข่าวที่บ่อนทำลายขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชนให้มีพลังลดลงไปโดยการเสนอให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรีใช้มาตรา ๔๔ ยุติเหมืองแร่ทองคำทั่วประเทศ ดังหัวข้อข่าวเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๘ “ดร.อาทิตย์ หนุนนายกฯใช้มาตรา 44 ยุติเหมืองแร่ทองคำทั่ว ปท.” ที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์สำนักข่าวอิศรา

 

ขบวนการอีสานใหม่เห็นว่าเป็นข้อเสนอที่ไม่สร้างสรรค์ เป็นทัศนะของคนมีการศึกษาที่เห็นแก่ตัว ซึ่งจะทำให้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จและครอบจักรวาลเช่นมาตรา ๔๔ อยู่เหนือกฎหมายปกติทั่วไปมากเกินไป และอยู่นานเกินไปในสังคมไทย ซึ่งจะเป็นผลเสียหายในระยะยาวต่อบ้านเมือง เพราะยิ่งจะทำให้กฎหมายที่มีอยู่และการตรากฎหมายใหม่ๆ ขึ้นมาใช้บังคับห่างจากการยึดโยงกับประชาชนมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ 

 

ในขณะที่ด้านหนึ่งประชาชนเรียกร้องโหยหาสิทธิและเสรีภาพจากการที่รัฐประหารได้ลิดรอนมันไปจากร่างกายและชีวิตจิตใจเรา พวกเขาเหล่านั้นได้เสียสละต่อสู้กับอำนาจรัฐที่ไม่ชอบธรรมเพื่อทำให้สังคมทั้งสังคม ประชาชนทั้งปวงได้สิทธิและเสรีภาพกลับคืนมา สิทธิและเสรีภาพที่จะพูด เขียน คิด แสดงออก สิทธิและเสรีภาพที่จะชุมนุมต่อต้านรัฐและนายทุน เพื่อเป็นหลักประกันพื้นฐานให้ประชาชนทุกคนมีความเท่าเทียมกัน แต่กลับถูกจับกุมคุมขัง กดขี่ข่มเหงห้ามแสดงออกใดๆ ต่อการท้าทายอำนาจรัฐและนายทุน แต่เรากลับนิ่งเฉยไม่เรียกร้องต่อสู้ให้กับคนที่ถูกจับกุมคุมขังเหล่านั้น ทั้งๆ ที่พวกเขาเหล่านั้นเรียกร้องต่อสู้เพื่อสิทธิและเสรีภาพให้กับพวกเรา

 

แต่กลับมีคนมีการศึกษาไม่กี่คนที่อยู่ส่วนบนของขบวนการประชาชนสยบยอม สมยอม เชิญชวน ยินดีปรีดาให้ใช้อำนาจรัฐประหารขึ้นในบ้านเมือง เหยียบย่ำสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทั่วไปเสียจนไม่ใยดี แต่กลับมาเรียกร้องให้แก้ปัญหาเฉพาะประเด็นของตนเอง

 

ทัศนคติของพวกที่อยู่ส่วนบนของขบวนการประชาชนเป็นทัศนคติที่ทำลายพลังประชาชน ทำให้ประชาชนเสพติดนิยมชมชอบคนมีอำนาจ ไม่เชื่อมั่นในพลังของตนเองที่ชูเป็นคำขวัญหลอกลวงสังคมมาอย่างยาวนานว่า “ประชาชนต้องกำหนดอนาคตตนเอง” 

 

หากมาตรา ๔๔ เป็นอำนาจพิเศษทำให้นายกรัฐมนตรีเป็นยอดมนุษย์ผู้มีบุญญาบารมีได้ นอกจากขอให้นายกรัฐมนตรีใช้มาตรา ๔๔ ยุติเหมืองแร่ทองคำทั่วประเทศแล้ว ก็น่าที่จะให้นายกรัฐมนตรีใช้มาตรา ๔๔ ยกเลิกโครงการพัฒนาที่ส่งผลกระทบด้านลบต่อประชาชนให้หมดสิ้นไปด้วย ไม่ใช่เพียงแค่ผลักดันประเด็นของตัวเองอย่างเห็นแก่ตัวเช่นนี้

 

สิ่งที่สังคมไทยต้องจดจำเอาไว้อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นบทเรียนคล้ายๆ กันกับกรณีนี้ที่ขอให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามมาตรา ๔๔ เพื่อยกเลิกเหมืองทองคำทั่วประเทศ ก็คือพวกที่อยู่ส่วนบนส่วนใหญ่ของขบวนการประชาชนในสังคมไทยสนับสนุนให้เกิดรัฐประหารทั้งสองครั้ง เพราะเห็นว่าพวกเขาใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจหรือสามารถต่อท่อกับอำนาจรัฐประหารได้ เพื่อที่จะนำประเด็น/พื้นที่/กรณีปัญหาที่ตัวเองทำงานอยู่ได้รับการแก้ไข เช่น หวังลมๆ แล้งๆ ว่าหากล้มรัฐบาลทักษิณและยิ่งลักษณ์จะทำให้หยุดยั้งแผนพัฒนาภาคใต้เอาไว้ได้ หรือล่าสุดเคลื่อนไหวเพื่อหยุดยั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ เป็นต้น แต่สิ่งที่ได้มาเพื่อแลกกับความหวังลมๆ แล้งๆ เหล่านั้นนั่นคือรัฐบาลเผด็จการทหาร คสช. ออกกฎหมายห้ามชุมนุม ส่งผลให้ประชาชนทั่วประเทศที่ต้องต่อสู้คัดค้านโครงการพัฒนาขนาดใหญ่หมดสิ้นสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมไปโดยพลัน

 

อย่าได้ร้องขออำนาจที่ไม่ชอบธรรมใดๆ อีกเพียงเพื่อขอให้แก้ไขแต่ประเด็นที่พวกที่อยู่ส่วนบนของขบวนการประชาชนให้ความสนใจ โดยเหยียบย่ำประชาชนส่วนที่เหลืออีกส่วนใหญ่ให้จมดิน

 

ด้วยความเคารพ

ขบวนการอีสานใหม่

๒๐ กันยายน ๒๕๕๘

 

 ABOUT THE AUTHOR

กองบรรณาธิการเว็บไซต์ citizenthaipbs.net ดูแล เรียบเรียง และรวบรวมเนื้อหาจากนักข่าวพลเมือง