‘ณาตยา’ แจงเสนอข่าว ’14 นศ.’ หน้าที่สื่อสาธารณะ รอผลชี้ขาด กสท.วันนี้

‘ณาตยา’ แจงเสนอข่าว ’14 นศ.’ หน้าที่สื่อสาธารณะ รอผลชี้ขาด กสท.วันนี้

‘ณาตยา’ โพสต์แจงมาตรการกำกับกันเองภายใน ThaiPBS ยืนยันในเบื้องต้นว่ากองบรรณาธิการและไทยพีบีเอสเห็นร่วมเป็นหน้าที่สื่อสาธารณะต้องทำ พร้อมที่จะร่วมกันผิดชอบ ด้าน ‘สุภิญญา’ ระบุหากผู้มีอำนาจรัฐยกระดับคุมเข้มฟรีทีวี ยิ่งกระทบการพัฒนาดิจิตอลทีวีให้เฉาลง สะเทือนประโยชน์ผู้บริโภค เพราะสื่อไม่กล้าเสนอมุมมองที่แตกต่างจากรัฐ

20150607124123.jpg

6 ก.ค. 2558 ณาตยา แวววีรคุปต์ บรรณาธิการข่าวสังคมและนโยบายสาธารณะ ThaiPBS โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กส่วนตัว Nattaya Tpbs ชี้แจงกรณีการทำสกู๊ปรายงานข่าวการเคลื่อนไหวของ 14 นักศึกษาขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ซึ่งได้ถูกร้องเรียนจากหนังสือของคณะทำงานติดตามสื่อในกองทัพบก และจะมีการพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) วันนี้ (6 ก.ค.2558) ยืนยันในเบื้องต้นว่ากองบรรณาธิการและไทยพีบีเอสเห็นร่วมกันว่างานที่ทำเป็นหน้าที่สื่อสาธารณะต้องทำ จึงพร้อมที่จะร่วมกันผิดชอบและร่วมกันพิจารณาจุดบกพร่องด้วยกันอย่างจริงจัง

คำชี้แจงระบุ ดังนี้

ในฐานะบรรณาธิการที่รับผิดชอบการทำสกู๊ปข่าวการเคลื่อนไหวของ นศ.ชิ้นที่กำลังจะถูกตัดสินในบอร์ดกสท.ตามคำร้องของ คสช. ในวันนี้ ดิฉันสมควรต้องมีส่วนรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยค่ะ

สกู๊ปข่าวที่ไม่ได้ลงชื่อของนักข่าวหรือทีมข่าวที่ทำ ทำให้ถูกถามว่ากลัวอะไร เป็นเสียงทักจากสื่อมวลชนอาวุโสที่ดิฉันนับถือเป็นอาจารย์และเป็นต้นแบบในการทำงานข่าวโทรทัศน์ท่านหนึ่ง เป็นเสียงทักที่ต้องการส่งเสริมมากกว่าตำหนิแม้ว่าท่านจะเป็นนักสื่อมวลชนที่ปรากฏตัวอยู่บนเวทีการชุมนุมที่ถูกตัดสินว่าเป็นอีกฝ่ายหนึ่งที่ตรงข้ามกับการเคลื่อนไหวของนักศึกษา และด้วยอีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญคือการที่สกู๊ปข่าวชิ้นนี้กำลังกระทบต่อกองบรรณาธิการข่าวและไทยพีบีเอสทั้งองค์กร ซึ่งดิฉันอยากจะยืนยันในเบื้องต้นว่า กองบรรณาธิการ และไทยพีบีเอส เห็นร่วมกันว่างานที่ทำเป็นหน้าที่สื่อสาธารณะต้องทำ จึงพร้อมที่จะร่วมกันผิดชอบ และร่วมกันพิจารณาจุดบกพร่องด้วยกันอย่างจริงจัง (ไม่มีการพูดเรื่องหักเงินเดือนนักข่าวอย่างที่มีข่าวด้วยค่ะ)

โดยส่วนตัวดิฉันมีเรื่องอย่าพูดถึง อย่างนี้ค่ะ

ข้อแรก ดิฉันมิได้กลัวที่จะเปิดเผยว่าเป็นคนที่รับผิดชอบการทำข่าวชิ้นนี้

ข้อที่สอง ดิฉันมีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะหัวหน้าของทีมข่าว โดยทำหน้าที่ ตั้งแต่ขั้นตอนการคัดเลือกประเด็น การมองคุณค่าข่าว การส่งนักข่าวไปทำข่าวภาคสนาม การตรวจและแก้ไขบทข่าว รวมถึงการเสนอประเด็นต่อบรรณาธิการข่าวที่รับผิดชอบข่าวในแต่ละช่วงเวลา (กรณีนี้คือช่วงรายการที่นี่ไทยพีบีเอส) ซึ่งสกู๊ปข่าวชิ้นนั้นมีเนื้อหาการนำเสนอตามนี้ https://www.youtube.com/watch?v=j0kLK2vhC3M

และสกู๊ปข่าวบางชิ้น ดิฉันเป็นผู้เขียนเรียบเรียงด้วยตัวเอง ดังเช่น สกู๊ปข่าวในวันที่ 2 ที่นศ.ถูกจับ และสังคมกำลังสงสัยว่าพวกเขาเป็นใคร มีที่มาอย่างไร ซึ่งออกอากาศในข่าวภาคค่ำ https://www.youtube.com/watch?v=6CPOR1XxPAg&feature=share&app=desktop

ข้อที่สาม ในภาพรวมของข่าวไทยพีบีเอสเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีการนำเสนอความเคลื่อนไหวจากฝ่ายอื่นๆ โดยเฉพาะรัฐบาลและคสช. บางวันมีข่าวเรื่องนี้ถึง 4 ชิ้น เพื่อความรอบด้าน ในกองบรรณาธิการมีการพูดคุยกันหนักมากเกี่ยวกับความจำเป็นที่จะต้องมีเนื้อหาข่าวจากฝ่ายตรงข้าม บ่อยครั้งที่เราถกกันว่าแท้ที่จริงแล้วใครคือฝ่ายตรงข้ามกันแน่ ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวหรือ ซึ่งดิฉันคิดว่าไม่ใช่และไม่สมควรที่ข่าวของเราจะจับคู่ให้ประชาชนกลุ่มหนึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกับประชาชนอีกกลุ่มหนึ่ง เพราะสังคมไทยได้บทเรียนจากสภาพเช่นนั้นมามากแล้ว และดิฉันเชื่อว่าประชาชนทุกคนมีจุดร่วมของเป้าหมายที่ต้องการอนาคตที่ดีของประเทศ แม้ว่ามีวิธีการที่ต่างกัน ซึ่งทีมงานของเราได้พยายามเสนอแง่มุมของจุดร่วมนี้ในรายการทั้ง เสียงประชาชนเปลี่ยนประเทศไทย และรายการเวทีสาธารณะ

ข้อที่สี่ กระบวนการทำงานในกองบรรณาธิการข่าวมีการถ่วงดุลกันอยู่เองอย่างเต็มที่ ข่าวบางชิ้นที่ทีมของเราทำมาต้องถูกตรวจสอบจากบรรณาธิการที่รับผิดชอบช่วงข่าวอีกขั้นหนึ่ง บางสถานการณ์ไม่ได้รายงานสดตามข้อเสนอของทีมข่าวภาคสนามเพื่อความรอบคอบ สมดุล หลายข่าวต้องออกล่าช้าอีกนิดเพื่อให้มีมุมมองของผู้ถูกพาดพิงอธิบายเพื่อความรอบด้าน

ข้อห้า การทำข่าวนี้ในสถานการณ์อย่างนี้ไม่ง่ายเลย ทีมข่าวของเราต้องถกกันเยอะ ดิฉันมีโอกาสถกเถียงกับเพื่อนบรรณาธิการคนอื่นๆ เยอะด้วย ซึ่งดิฉันชอบมากเพราะได้ทบทวนความรู้ทางนิเทศศาสตร์วารศาสตร์ที่ได้เรียนมาจนได้ความรู้เพิ่มเติมจากโจทย์จริงด้วย โดยเฉพาะเรื่อง เสรีภาพสื่อ อำนาจ หน้าที่ และการเซ็นเซอร์ตัวเอง ของสื่อ

ข้อหก จากข้อห้าจะเห็นได้ว่าภายในกองบรรณาธิการมีกระบวนการตรวจสอบควบคุมกันเองอยู่แล้วชั้นหนึ่ง และมากกว่านั้นประเทศไทยยังมีองค์กรวิชาชีพ และสภาวิชาชีพสื่อสารมวลชน ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบกันเอง ซึ่งเป็นมาตรการป้องกันการใช้อำนาจแทรกแซงการทำงานของสื่อมวลชน จนอาจถูกครหาให้เสียหายเปลืองตัวได้

ดิฉันเห็นว่าเป็นโอกาสดีค่ะ ที่แวดวงนิเทศศาสตร์วารสารศาสตร์ และวิชาชีพสื่อสารมวลชน ของไทยจะถกกันถึงปัญหานี้ก่อนที่จะถึงวันที่สถานการณ์สุกงอมกว่านี้แล้วทำอะไรไม่ได้เลย จะรอติดตามผลการพิจารณาของบอร์ด กสท. ในวันนี้ค่ะ

ยินดีรับคำวิจารณ์ และคำแนะนำนะคะ

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 2 ก.ค.2558 วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ รองผู้อำนวยการ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ให้สัมภาษณ์สื่อถึงกรณี เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2558 กสทช.ได้เรียกผู้บริหาร ส.ส.ท.ไปชี้แจงเรื่องการรายงานข่าวเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มนักศึกษา ว่าได้ชี้แจงถึงการทำหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ของไทยพีบีเอสตามข้อที่ 4 คือ “ส่งเสริมเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารเพื่อสร้างสังคมประชาธิปไตยที่ประชาชนได้รับข่าวสารอย่างเท่าเทียมกัน” และข้อ 5 “สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อมในการกำหนดทิศทางการให้บริการขององค์การเพื่อประโยชน์สาธารณะ” (คลิกอ่านข่าว)

ด้านหนังสือพิมพ์ออนไลน์แนวหน้า รายงานเมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2558 ว่า สุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่าวันจันทร์ที่ 6 ก.ค.นี้ จะประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ครั้งที่ 22/2558 มีวาระการประชุมสำคัญน่าจับตาได้แก่ เรื่องร้องเรียนจากหนังสือของคณะทำงานติดตามสื่อในกองทัพบก กรณีการออกอากาศรายการ ที่นี่ Thai PBS มีเนื้อหาไม่เหมาะสม โดยวันที่ 25 มิ.ย. 2558 ช่วงสกู๊ปข่าว นักศึกษา กลุ่มดาวดิน ถูกออกหมายเรียก และทำกิจกรรมบริเวณหน้าหอศิลปวัฒนธรรม และนักศึกษาอีกหลายมหาวิทยาลัยที่ถูกออกหมายเรียกจากการทำกิจกรรมวันครบรอบ 1ปีรัฐประหาร จนมีการรวมตัวกันก่อตั้งกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ โดยนักวิชาการที่ติดตามเรื่องวิเคราะห์ว่า สะท้อนความหมายที่มีนัยยะสำคัญหลากหลายมิติ

“ต่อมาวันที่ 29 มิ.ย. 2558 สำนักงาน กสทช.ได้เชิญผู้บริหารช่องไทยพีบีเอส มาชี้แจงข้อเท็จจริงต่อคณะอนุกรรมการด้านผังรายการและเนื้อหารายการ ได้มีการพิจารณาและมีมติเสนอ กสท.ว่าการออกอากาศสกู๊ปข่าวดังกล่าว มีลักษณะเป็นการให้ข้อมูลข่าวสารที่ส่อให้เกิดความสับสน ยั่วยุ ปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้ง ก่อให้เกิดความแตกแยก อันเป็นการต้องห้ามตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 97/57 ลงวันที่ 18 ก.ค. 57 และฉบับที่ 103/2557 ลงวันที่ 21 ก.ค. 57ทั้งนี้ประกาศทั้ง 2 ฉบับ มีสถานะเป็นกฎหมายโดยมีเจตนารมณ์เพื่อรักษาไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อย จึงมีผลต่อการออกอากาศที่มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน รวมทั้ง ต้องห้ามมิให้ออกอากาศ ตามมาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบกิจการฯ 2551จึงเห็นสมควรกำหนดโทษปรับทางปกครอง”

สุภิญญา กล่าวอีกว่า มติจากอนุกรรมการก็ไม่เอกฉันท์ 4:3:1ไม่ทราบว่ากรณีนี้จะนับการงดออกเสียงรวมเป็นเสียงไม่เห็นด้วยหรือไม่ แต่เห็นว่าเรื่องแบบนี้ในสถานการณ์ปกติตามหลักการคือสื่อควรต้องกำกับดูแลกันเองก่อน เช่นในกรณีนี้ควรส่งให้กรรมการนโยบายของไทยพีบีเอส ที่เขามีหน้าที่ตามกฎหมายได้พิจารณาก่อน เป็นต้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนว่าไม่ปกติ คือ กสทช.ใช้อำนาจที่มีอยู่ตามกฎหมาย เชิญให้ผู้รับใบอนุญาตเข้าชี้แจงหลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนฝ่ายผู้มีอำนาจ หรือความมั่นคง โดยส่วนใหญ่พบว่าเป็นเรื่องการเมือง ในขณะที่เมื่อเทียบกับเรื่องร้องเรียนอื่นๆ อย่างเช่นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค การละเมิดสิทธิมนุษยชน กระบวนการก็จะยังเป็นไปตามแบบเดิม เรื่องที่ควรเร่งด่วนในการลงโทษเช่นการโฆษณาผิดกฎหมายอาหารและยากลับไม่เร่งด่วนบ้างและโทษก็ไม่แรงเหมือนเรื่องเสรีภาพในการเสนอข่าวการเมือง

“ที่ผ่านมามีรายการหมายข่าว ช่อง New TV ถูกร้องเรียนมาเช่นกันแต่อนุกรรมการ และ กสท.ก็ตัดสินว่าไม่ผิดมาตรา 37 ส่วนช่อง Voice TVไม่มีการตัดสินว่าผิดกฎหมาย แต่ช่องวอยซ์ทีวี ก็ถอดรายการไปเอง จากนี้มีอีกหลายช่องที่อยู่ในคิวถูกเรียกมาชี้แจง เช่น PPTV ส่งผลให้เกิดบรรยากาศแห่งความกลัว ความเกร็งในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน”

สุภิญญา กล่าวด้วยว่าตอนนี้สื่อการเมือง ก็ถูกปิดไปแล้ว บางส่วนก็ลดโทนลง สื่อสีก็เบาบางลงแล้ว หากผู้มีอำนาจรัฐ จะยกระดับควบคุมเข้มในสื่อฟรีทีวีมากขึ้น ซึ่งปกติเขาก็ระวังตัวมากอยู่แล้วก็จะยิ่งทำให้เกร็งซ้ำซ้อน ทำงานกันไปด้วยความกลัว ส่งผลกระทบต่อพัฒนาดิจิตอลทีวี ให้เฉาลงไปอีก ผลประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับจากการเกิดดิจิตอลทีวีก็จะน้อยลง เพราะจะไม่กล้าเสนอมุมมองที่แตกต่างจากรัฐ

ทั้งนี้ กสทช.เป็นองค์กรกำกับดูแลที่อยู่ตรงกลางระหว่างภาครัฐกับผู้รับใบอนุญาตของเรา หากเราไปเห็นชอบไปกับผู้มีอำนาจทางการเมืองทุกเรื่องก็เท่ากับว่า สื่อมวลชนหรือผู้รับใบอนุญาตจะไม่มีที่พึ่ง เพราะ กสทช.มีหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ในการดูแลสิทธิเสรีภาพของผู้รับใบอนุญาตและสิทธิของผู้บริโภคในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่หลากหลายด้วยเช่นกัน ส่วนตัวพิจารณาแล้วเห็นว่าข่าวนี้ไม่เข้าข่ายขัดความผิด ตามมาตรา 37 แต่อย่างใด แต่คงต้องลุ้นผลการลงมติของบอร์ด กสท.

นอกจากนี้ ในวาระอื่นๆ น่าจับตาได้แก่ (ร่าง) โครงการความร่วมมือเพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการรับชมโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลแก่ประชาชน วงเงินประมาณ 20,000,000 บาท วาระการอุทธรณ์แนวปฏิบัติในการเผยแพร่บริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไปสำหรับผู้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ (เคเบิลทีวี) วาระหลักการดำเนินการเกี่ยวกับการพิจารณาอนุญาตฯ กรณีที่ใบอนุญาตสิ้นอายุ การขอเปลี่ยนแปลงชื่อช่องรายการ หรือการขอยกเลิก กรณีปรากฏข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการโฆษณาอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย วาระเรื่องร้องเรียน กรณีการออกอากาศละครเรื่องชิงรักหักสวาท ออกอากาศทางช่อง 8 

ส่วนกรณีที่ บ.พีชทีวี ยื่นฟ้องคดีศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาต และยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับคำสั่งดังกล่าวนั้น ในวันจันทร์ที่ 6 ก.ค.นี้ ศาลปกครอง เรียกกสทช.ไปให้ถ้อยคำการเพิ่มเติม จึงต้องติดตามผลการประชุมทั้งหมดในวันจันทร์นี้

 ABOUT THE AUTHOR

กองบรรณาธิการเว็บไซต์ citizenthaipbs.net ดูแล เรียบเรียง และรวบรวมเนื้อหาจากนักข่าวพลเมือง