38 วัน ความ(ไม่)คืบหน้า กรณีวิสามัญฆาตกรรม “ชัยภูมิ ป่าแส” นักกิจกรรมลาหู่

38 วัน ความ(ไม่)คืบหน้า กรณีวิสามัญฆาตกรรม “ชัยภูมิ ป่าแส” นักกิจกรรมลาหู่

ช่วงบ่ายวันที่ 24 เม.ย. 2560 ที่ห้องประชุม RCSD คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นักวิชาการด้านสิทธิ ด้านกฎหมาย พร้อมด้วยเครือข่ายคนทำงานกลุ่มชาติพันธุ์ มีการแถลงการณ์เรียกร้อง ต่อหน่วยงานรัฐที่รับผิดผิดชอบในคดีวิสามัญฆาตกรรมนายชัยภูมิ ป่าเเส ภายหลังเหตุการณ์เกิดขึ้นผ่านไปแล้ว 38 วัน พบความ (ไม่) ความคืบหน้าในการแสวงหาความจริง โดย เครือข่ายติดตามความคืบหน้าคดีวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส ระบุว่าจากกรณีเจ้าหน้าที่ทหารประจำด่านรินหลวง ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ได้วิสามัญฆาตกรรมเยาวชนนักกิจกรรมชาติพันธุ์ลาหู่ ชัยภูมิ ป่าแส เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2560 จนถึงปัจจุบันยังคงอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนนั้น เครือข่ายติดตามความคืบหน้าคดีวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส มีข้อสังเกตที่สำคัญและเรียกร้อง ดังนี้

1. นับจากวันเกิดเหตุ ทั้งที่กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงยังไม่เริ่มต้นหรือแม้เริ่มต้นในเวลาต่อมา แต่ก็ยังไม่แล้วเสร็จ ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่รัฐไม่ว่าจะเป็นฝ่ายทหาร อาทิ รองโฆษกกองทัพบก โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง ผู้บัญชาการทหารบก รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ อาทิ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ฯลฯ ซึ่งมิใช่ผู้ที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ต่างชี้แจงให้ข้อมูล รวมถึงแสดงความคิดเห็นต่อสื่อมวลชนไปในทิศทางเดียวกัน คือ ยืนยันว่าชัยภูมิ เกี่ยวข้องกับยาเสพติด มีพฤติการณ์หลีกเลี่ยง ขัดขืนการตรวจค้นรถ รวมถึงมีความพยายามจะปาระเบิดใส่เจ้าหน้าที่ทหาร อันเป็นเหตุให้ต้องวิสามัญฯ พร้อมกับอ้างถึงภาพจากกล้องวงจรปิด รวมถึงกรณีที่แม่ทัพภาคที่ 3 ออกมาปกป้องการวิสามัญฯ โดยกล่าวว่า “ถ้าเป็นผม ณ เวลานั้น อาจกดออโตได้”

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นเรื่องภาพจากกล้องวงจรปิด ในช่วงแรกเจ้าหน้าที่รัฐต่างยืนยันว่าเป็นหลักฐานสำคัญที่สามารถยืนยันการกระทำความผิดของชัยภูมิ แต่ต่อมาภายหลังกลับมีความเห็นว่า ไม่สามารถเปิดเผยได้ โดยเฉพาะการให้เหตุผลของผู้บัญชาการทหารบกที่กล่าวว่า “ได้ดูภาพจากกล้องวงจรปิดแล้ว เห็นว่าตอบโจทย์ไม่ได้ทั้งหมด หากเปิดให้ดูเกรงว่าจะเกิดปัญหา เพราะต่างคนต่างมองประเด็นที่แตกต่างกันออกไป..” และจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีการส่งมอบภาพจากกล้องวงจรปิดให้แก่พนักงานสอบสวนแต่อย่างใด

เครือข่ายติดตามความคืบหน้าคดีวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส มีข้อกังวลว่า การปฏิบัติงานของพนักงานสอบสวนในการการตรวจสอบข้อเท็จจริง และรวบรวมพยานหลักฐาน ท่ามกลางข้อมูลและความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงของหน่วยงานต่างๆ อาจส่งผลต่อความเป็นอิสระในการทำงานของพนักงานสอบสวนซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานระดับล่าง

2. จากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเครือข่ายฯ พบว่า หลังเหตุการณ์วิสามัญชัยภูมิ ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปในชุมชนกองผักปิ้งซึ่งเป็นภูมิลำเนาของชัยภูมิเกือบทุกวัน บุคคลที่เกี่ยวข้องกับชัยภูมิ หรือแม้แต่ผู้นำชุมชน ถูกเจ้าหน้าที่รัฐเชิญตัวไปพบ พบลูกกระสุนปืนถูกนำไปวางในบริเวณบ้านของคนใกล้ชิดกับชัยภูมิโดยไม่สามารถสืบทราบได้ว่าใครเป็นผู้กระทำ ซึ่งถือว่าเป็นการข่มขู่คุกคาม รวมถึงกรณีชายแปลกหน้าไปถ่ายรูปบ้านคนใกล้ชิดของชัยภูมิ ล่าสุด มีเจ้าหน้าที่ทหารจำนวนหนึ่งเข้าไปก่อสร้างห้องน้ำให้กับบ้านของชัยภูมิ โดยอ้างว่าเป็นการเยียวยาให้กับครอบครัวของชัยภูมิ ฯลฯ ซึ่งส่งผลให้เกิดความสับสน ความรู้สึกหวาดกลัวและไม่ไว้วางใจเจ้าหน้าที่และหน่วยงานรัฐมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่เดิม เพราะเป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่า เคยเกิดความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารกับคนในชุมชนบ้านกองผักปิ้งมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่ทหารนายหนึ่งตบตีทำร้ายชาวบ้านในงานฉลองวันปีใหม่ จนนำไปสู่การฟ้องร้องชาวบ้านคนหนึ่งที่โพสต์เฟสบุ๊คเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้น ซึ่งต่อมาศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้มีคำพิพากษาศาลยกฟ้องคดีดังกล่าว

เครือข่ายติดตามความคืบหน้าคดีวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส มีข้อสังเกตว่า การเข้าไปในชุมชนของเจ้าหน้าที่ทหารที่เดินผ่านแต่ละบ้านในแต่ละวัน ไม่แตกต่างไปจากปฏิบัติการทางจิตวิทยาลักษณะหนึ่งที่สร้างความตึงเครียดให้กับชุมชน โดยเฉพาะบุคคลที่ใกล้ชิดกับชัยภูมิ

ข้อเรียกร้อง

  1. เครือข่ายติดตามความคืบหน้าคดีวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส เห็นด้วยและสนับสนุนเสียงเรียกร้องของภาคประชาสังคมและประชาชนที่เรียกร้องให้มีการเปิดเผยภาพจากกล้องวงจรปิด โดยขอให้หน่วยงานทหารส่งมอบพยานหลักฐานให้กับพนักงานสอบสวนโดยเร็ว ทั้งนี้ เพื่อให้สาธารณชนคลายข้อกังวลต่อประเด็นการใช้ความรุนแรงในการจับกุมผู้ต้องสงสัยว่ากระทำความผิด และขอเรียกร้องให้บุคคลในหน่วยงานรัฐที่ไม่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับคดี โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล กองทัพ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยุติการให้ความเห็นที่มีลักษณะชี้นำรูปคดี หรือแทรกแซงการทำงานของพนักงานสอบสวน เพื่อให้พนักงานสอบสวนสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมา
  2. ขอเรียกร้องให้พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ เร่งดำเนินการเพื่อให้เกิดกระบวนการไต่สวนการตายตามกฎหมาย เพื่อให้ความจริงและความเป็นธรรมปรากฏโดยเร็ว และแจ้งความคืบหน้าต่อครอบครัวของชัยภูมิและสาธารณชนเป็นระยะๆ
  3. ขอเรียกร้องให้หน่วยงานทหารยุติบทบาทในการปฏิบัติการทางจิตวิทยาโดยสิ้นเชิง เพราะการกระทำดังกล่าว แทนที่จะเป็นการสร้างความเข้าใจระหว่างประชาชนกับรัฐ แต่กลับจะสร้างความหวาดกลัวและไม่ไว้วางใจมากยิ่งขึ้น

เครือข่ายติดตามความคืบหน้าคดีวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส ประกอบไปด้วย

  • นักวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  • สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย
  • เครือข่ายเยาวชนต้นกล้าชนเผ่าพื้นเมือง
  • เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย
  • เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง
  • เครือข่ายการศึกษาชนเผ่าพื้นเมือง
  • เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เขตงานตะนาวศรี
  • เครือข่ายสตรีชนเผ่าพื้นเมือง
  • ชุมชนนักกิจกรรมภาคเหนือ
  • มูลนิธิรักษ์เด็ก
  • สมาคมปกาเกอะญอเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
  • สมาพันธ์เพื่อช่วยเหลือชาวมอญผู้ประสบภัยตามแนวชายแดน

อย่างไรก็ตามเมื่อผู้สื่อข่าวถามในประเด็นเกี่ยวกับกล้องวงจรปิดกับทางด้าน ฝ่ายทนายสุมิตรชัย หัตถสาร ผู้ดูแลคดีนายชัยภูมิ  ป่าแส กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ ดูมุมจากกล้องวงจรปิดที่ติดอยู่ น่าจะมีกลุ่มวงจรปิดที่มีภาพในช่วงการตรวจค้นแน่ๆ อย่างน้อย 2 มุมจากกล้องสองตัว ซึ่งคิดว่าน่าจะมีภาพเนื่องจากครั้งนั้น ทางเเม่ทัพภาคที่ 3 เคยออกมาบอกว่าได้เคยเห็นภาพนั้นเเล้ว แต่ในบริเวรที่พบศพ จุดนั้นไม่มีกล้องแน่ๆ  แต่เมื่อเร็วๆนี้ได้สอบถามไปที่พนักงานสอบสวนพบว่าทางเจ้าหน้าที่ทหารยังไม่ได้ส่งมอบพยานหลักฐานภาพจากกล้องวงจรปิดเเต่อย่างใด ฉะนั้นควรที่จะรีบเปิดเผยออกมาไม่ว่าจะตอบโจทย์หรือไม่ตอบโจทย์ สุดท้ายหากไม่มีอะไรในภาพมันก็จบ

 ABOUT THE AUTHOR

กองบรรณาธิการเว็บไซต์ citizenthaipbs.net ดูแล เรียบเรียง และรวบรวมเนื้อหาจากนักข่าวพลเมือง