ภรรยา ‘เด่น คำแหล้’ ยืนยันสามีที่หายตัวไป ไม่เคยคิดหลบหนีคำพิพากษาศาล

ภรรยา ‘เด่น คำแหล้’ ยืนยันสามีที่หายตัวไป ไม่เคยคิดหลบหนีคำพิพากษาศาล

ศาลจังหวัดภูเขียวนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา สองสามีภรรยานักต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดินชุมชนโคกยาว คดีบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม 15 มิ.ย. นี้ ด้านนางสุภาพเปิดใจกรณี “เด่น คำแหล้” หายตัวไป ยืนยันสามีเป็นนักต่อสู้เรื่องสิทธิที่ดินทำกิน กล้าเผชิญหน้าตลอด หากจะหนีก็คงหนีไปกันหมดทั้งชุมชนโคกยาวแล้ว


15 มิ.ย. 2560 ศาลจังหวัดภูเขียวนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาคดีบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม โดยมี นายเด่น คำแหล้ และนางสุภาพ คำแหล้สองสามีภรรยาเป็นจำเลยในคดี

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2554 นายเด่น นางสุภาพ และชาวบ้านรวม 10 คน ถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ตำรวจ และฝ่ายปกครอง สนธิกำลังกันบุกเข้าควบคุมตัว และแจ้งข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม มีการแยกสำนวนฟ้องออกเป็น 4 คดี ซึ่งที่ผ่านมามีการเดินหน้ากระบวนการทางคดีอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ภายใต้บรรยากาศที่สุ่มเสี่ยง ไร้หลักประกันของชุมชนโคกยาว ความพยายามผลักดันชาวบ้านออกจากที่ดินทำกินด้วยสารพัดวิธีมีมาตลอดระยะเวลา

เมื่อวันที่ 16 เม.ย.2559 นายเด่น คำแหล้ ประธานโฉนดชุมชนโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ กลับหายตัวไปในป่าในขณะที่การต่อสู้เพื่อแก้ไขปัญหาปมพิพาทในพื้นที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์การทวงคืนผืนป่าอย่างเข้มข้น แล้วอะไรคือสาเหตุการหายตัวไป?

สำหรับการนัดฟังคำพิพากษาในคดีดังกล่าวมีการเลื่อนมาแล้วหลายครั้ง โดยเมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2560 ศาลจังหวัดภูเขียวนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาคดีบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนามมาแล้วรอบหนึ่ง พร้อมกับนัดฟังคำสั่งของศาลฎีกา กรณีที่นายเด่น คำแหล้ จำเลยที่ 1 มิได้มาศาลตามกำหนดนัด

ในวันดังกล่าว ศาลฎีกามีความเห็นโดยสรุปความได้ว่า ไม่มีบุคคลรู้แน่ว่าจำเลยที่ 1 ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่เท่านั้น ข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย และให้ศาลจังหวัดภูเขียวดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งดังกล่าว ศาลจังหวัดภูเขียวจึงได้มีคำสั่งให้ออกหมายจับจำเลยที่ 1 และปรับนายประกัน

อีกทั้ง มีคำสั่งให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ออกไปเป็นวันที่ 15 มิ.ย.2560 นี้

ด้านนางสุภาพ คำแหล้ กล่าวว่า เหตุที่ศาลได้มีคำสั่งให้ออกหมายจับสามีเพราะศาลแจ้งว่ายังรับฟังไม่ได้ว่าถึงแก่ความตายหรือหายสาบสูญ อย่างไรก็ตามขอยืนยันข้อเท็จจริงว่า สามีไม่เคยคิดหลบหนีคดี และเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมาก็เคยถูกคุมขังในเรือนจำภูเขียวมาด้วยกันเป็นเวลา 16 วัน

สามีก็เป็นนักต่อสู้เรื่องสิทธิที่ดินทำกินอยู่แล้ว กล้าเผชิญหน้าตลอด ไม่เคยคิดหลบหนีคดีไปไหน ถ้าจะหนีก็คงหนีไปกันหมดทั้งชุมชนโคกยาว และถ้าจะติดคุกก็ต้องติดด้วยกัน เพราะอยู่กินทั้งมาตั้งแต่ปี 2525 ไม่เคยทิ้งกัน และไม่เคยหนีหายไปไหนแล้วปล่อยให้ภรรยาอยู่ลำบากคนเดียวแบบนี้ แต่การที่สามีหายไปในป่า 1 ปีกว่าแล้ว คิดว่าอาจเสียชีวิตไปแล้ว

– ข้อเท็จจริงพื้นที่พิพาทผืนป่าของรัฐ – ที่ทำกินของประชาชน –

เมื่อปี 2528 รัฐเข้ามาดำเนินโครงการ “หมู่บ้านรักษ์ป่า ประชารักษ์สัตว์” ให้ชาวบ้านโคกยาวอพยพออกจากที่ทำกิน โดยอ้างว่าจะจัดสรรที่ดินรองรับ จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็นำยูคาลิปตัส เข้ามาปลูก ส่วนพื้นที่รองรับเป็นที่ดินที่มีเจ้าของถือครองทำประโยชน์อยู่แล้ว ทำให้เข้าไปทำกินได้ และเข้าที่เดิมก็ไม่ได้

นายเด่น คำแหล้ เป็นแกนนำร่วมต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิที่ดินทำกินมานับแต่นั้น กระทั่งกระบวนการแก้ไขปัญหาเข้าสู่ปี 2548 คณะทำงานตรวจสอบพื้นที่โดยมีนายธนโชติ ศรีกุล ปลัดอาวุโสอำเภอคอนสาร เป็นประธาน ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการถือครองทำประโยชน์ที่ดิน และการสำรวจรังวัดพื้นที่ มีมติว่าสวนป่าโคกยาวได้สร้างผลกระทบขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ และให้ดำเนินการช่วยเหลือผู้เดือดร้อนเป็นการต่อไป

ต่อมาคณะอนุกรรมการสิทธิที่ดินและป่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ลงตรวจสอบพื้นที่และได้รายงานผลการละเมิดสิทธิ โดยมีมติว่าการปลูกสร้างสวนป่าโคกยาวได้ละเมิดสิทธิในที่ดินของผู้เดือดร้อน และให้ยกเลิกสวนป่าโคกยาว ทั้งนี้ในระหว่างการแก้ไขปัญหาจะได้ข้อยุติ ให้ผู้เดือดร้อน สามารถทำกินในระหว่างร่อง แถวของสวนป่าไปพลางก่อน

นอกจากนี้ พื้นที่พิพาทสวนป่าโคกยาว ผ่านความเห็นชอบดำเนินโครงการพื้นที่นำร่องโฉนดชุมชน บนพื้นที่กว่า 830 ไร่ ตามมติ ครม.ปี 2553 และให้ผู้เดือดร้อนสามารถเข้าใช้ประโยชน์ในสวนป่าได้โดยไม่มีการข่มขู่ กักขัง หรือดำเนินคดีใดในช่วงที่กำลังมีการแก้ไขปัญหา แต่แนวทางปฏิบัติกลับสวนทางกัน และเกิดคดีความ

– ลำดับเหตุการณ์ของคดีความ –

เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2554 เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ตำรวจ และฝ่ายปกครอง สนธิกำลังกันบุกเข้าควบคุมตัวชาวบ้านรวม 10 คน และแจ้งข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม มีการแยกสำนวนฟ้อง ออกเป็น 4 คดี 10 ราย ดังนี้ คดีที่ 1 นายคำบาง กองทุย และนางสำเนียง กองทุย คดีที่ 2 นายทอง กุลหงส์ และนายสมปอง กุลหงส์ คดีที่ 3 นายสนาม จุลละนันท์ และคดีที่ 4 นายเด่น คำแหล้ นางสุภาพ คำแหล้ นายบุญมี วิยาโรจน์ นางหนูพิศ วิยาโรจน์ และนางเตี้ย ย่ำสันเทียะ

ในส่วนคดีที่ 4 คือนายเด่น คำแหล้ และพวกรวม 5 คน ศาลจังหวัดภูเขียวนัดอ่านฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2556 โดยยืนตามศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 คือนายเด่น และนางสุภาพ จำคุกเป็นเวลา 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา และไม่ให้ประกันตัว เพราะเกรงว่าจะหลบหนี ส่วนอีก 3 ราย ศาลยกฟ้อง โดยจำเลยที่ 1 และที่ 4 ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จำคุก 6 เดือน และศาลไม่อนุญาตฎีกา จำเลยทั้งสองต้องถูกคุมขัง

ต่อมาในวันที่ 9 พ.ค. 2556 เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.) และพีมูฟ ได้ชุมนุมที่กรุงเทพฯ เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาจากหน่วยงานภาครัฐ และร่วมเดินรณรงค์ไปยังศาลฎีกา พร้อมกับยื่นหนังสือขอให้ศาลฎีกาปล่อยตัวจำเลยชั่วคราว ประกอบกับช่วงดังกล่าวทนายความได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาล ซึ่งศาลอนุญาตในเวลาต่อมา และสามารถประกันตัวผู้ต้องหาได้ในที่สุด

ผลการยื่นประกันขอให้ปล่อยตัวจำเลยที่ 1 และที่ 4 ชั่วคราวในระหว่างฎีกา ปรากฏว่าศาลอนุมัติให้ประกันตัวจำเลยทั้ง 2 โดยได้เพิ่มหลักทรัพย์จากรายละ 200,0000 บาท เป็นรายละ 300,000 บาท

ในชั้นศาลฎีกา เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2559 ศาลจังหวัดภูเขียวนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา นางสุภาพได้แถลงต่อศาลว่า เมื่อวันที่ 16 เม.ย. 2559 “นายเด่น คำแหล้” จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามีได้เข้าไปเก็บหน่อไม้ในป่า และไม่ได้กลับออกมา ภายหลังจากที่ได้แจ้งความไว้เป็นหลักฐานยังสถานีตำรวจภูธรห้วยยาง ต.ห้วยยาง อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ และได้ออกติดตามหาตัวของนายเด่น ปัจจุบันนี้ยังไม่พบตัวนายเด่น แต่อย่างใด นางสุภาพ จึงขออนุญาตเลื่อนการอ่านคำพิพากษาออกไปอีกนัดหนึ่ง โดยศาลได้อนุญาตให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาออกไปเป็นวันที่ 20 ก.ย. 2559

ต่อมาในวันที่ 20 ก.ย. 2559 ทนายความของนางสุภาพ คำแหล้ จำเลยที่ 4 แจ้งต่อศาลว่าจำเลยอยู่ระหว่างการเข้ารักษาตัวจากอาการป่วยด้วยโรคเนื้องอกในมดลูกที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์จังหวัดขอนแก่น และมีการนัดตรวจรักษาโรค จึงขอเลื่อนการคำพิพากษาศาลฎีกาออกไป ในขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่พบตัวจำเลยที่ 1

ศาลจึงให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาออกไป ส่วนจำเลยที่ 1 ให้นัดไต่สวนการหายตัวไปในวันเวลาเดียวกันพร้อมกับจำเลยที่ 4 ในวันที่ 4 พ.ย. 2559 และต่อมาเมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2560 ศาลจังหวัดภูเขียวนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาอีกครั้ง พร้อมกับนัดฟังคำสั่งของศาลฎีกา กรณีจำเลยที่ 1 มิได้มาศาลตามกำหนดนัด

รายงานโดย: ศรายุทธ ฤทธิพิณ
สำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน

 ABOUT THE AUTHOR

กองบรรณาธิการเว็บไซต์ citizenthaipbs.net ดูแล เรียบเรียง และรวบรวมเนื้อหาจากนักข่าวพลเมือง