เมื่อโลกนี้มีนิตยสารเพื่อหยุดการ bully ของครูต่อนักเรียน : มีมี่ พิมพิศา เชี่ยววารีสัจจะ

เมื่อโลกนี้มีนิตยสารเพื่อหยุดการ bully ของครูต่อนักเรียน : มีมี่ พิมพิศา เชี่ยววารีสัจจะ

เรื่อง/ภาพ : สาริศา รักษา

ประโยคหน้านิตยสาร ขออยู่ข้างนักเรียน ในวันที่โรงเรียนอยู่ข้างครู เรารู้สึกว่าไม่มีใครอยู่ข้างนักเรียนเลย แต่ครูมีโรงเรียนคอยสนับสนุน ครูด้วยกันเองก็สนับสนุน แต่ว่านักเรียนถูกทิ้งเอาไว้ เป็นผู้ถูกกระทำ เขาไม่ได้มีเกราะป้องกันอะไรเลย เราต้องการให้นิตยสารเล่มนี้ เป็นสิ่งที่จะอยู่ข้างนักเรียน ยืนเพื่อนักเรียน ยืนข้างนักเรียนได้

แจ่มชวนคุยกับ มีมี่ พิมพิศา เชี่ยววารีสัจจะ : อดีตนักเรียนที่โดนครู bully และลาออกมาทํานิตยสารเพื่อหยุดการ bully ของครู ที่มีชื่อว่า “OVERDOG”

แนะนำตัวหน่อย

ชื่อ มี่ พิมพิศา เชี่ยววารีสัจจะ ตอนนี้ทำนิตยสารเพื่อหยุดการ bully ของครูต่อนักเรียนชื่อว่านิตยสาร over dog

Over dog คืออะไร

over dog มาจาก Underdog เราแพ้มาจากโรงเรียน เราเลยตั้งชื่อนิตยสารก่อนว่า เป็นโปรแจคที่ชื่อ underdog แต่เรารู้สึกว่าอยากได้ชื่อที่มีการเคลื่อนไหว มีพลังหน่อย เราก็เลยตั้งชื่อว่า over dog แต่แรกชื่อ under แต่ฟังดูขี้แพ้มากเลย แต่เราไม่อยากเป็นคนขี้แพ้ เราเลยตั้งชื่อนิตยสารที่ชนะขึ้นมาหน่อย โดยการตั้งชื่อว่า OVERDOG

นิตยสารเล่มนี้ขออยู่ข้างนักเรียน ในวันที่โรงเรียนอยู่ข้างครู

ประโยคหน้านิตยสาร ขออยู่ข้างนักเรียน ในวันที่โรงเรียนอยู่ข้างครู เรารู้สึกว่าไม่มีใครอยู่ข้างนักเรียนเลย แต่ครูมีโรงเรียนคอยสนับสนุน ครูด้วยกันเองก็สนับสนุน แต่ว่านักเรียนถูกทิ้งเอาไว้ เป็นผู้ถูกกระทำ เขาไม่ได้มีเกราะป้องกันอะไรเลย เราต้องการให้นิตยสารเล่มนี้ เป็นสิ่งที่จะอยู่ข้างนักเรียน ยืนเพื่อนักเรียน ยืนข้างนักเรียนได้

โดน bully ครั้งแรก

เราอาจจะเป็นคนที่แตกต่างจากคนอื่นด้วย เพราะเราชอบแสดงความคิดเห็น เราคิดว่าครูไม่ยุติธรรม ครูก็ควรจะรับกับสิ่งที่เราพูดได้ เราควรจะมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็น เราควรจะมีสิทธิ์ที่ไม่ยินยอมต่อคำพูดของครูในบางเรื่อง และไม่จำเป็นต้องยินยอมไปทั้งหมด ครูเป็นครู และเราก็เป็นนักเรียนในฐานะมนุษย์

กลายเป็นการ “เถียง” หรือเปล่า

ไม่น่าจะใช้คำว่า “เถียง” น่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนกันมากกว่า เราไม่ได้พูดฝั่งเดียว แต่ว่าเขาสามารถพูดได้ด้วย ที่จำได้แม่น ๆ ครั้งหนึ่ง คือมี่ถูกครูลงโทษเพราะวาดรูปในคลาส แต่ครูไม่ได้สอน ก็เลยวาดรูปเขา เราก็ทำโทษโดยการให้มี่ไปยืนหน้าห้องแล้วทำท่าไททานิคกับเพื่อนผู้ชายอีกคนนึง มี่รู้สึกว่ามันคุกคามกันมาก ๆ มี่ก็เลยบอกเขาไปว่ามี่ไม่ทำ เขาก็บอกว่าอย่างนี้เราไปห้องหมวดกัน มี่ก็บอกไปว่า “คุณกำลังทำให้นักเรียนเป็นเหมือนตัวตลก” คุณกำลังคุกคาม เป็นเหมือนคุณกำลังคุกคามทางเพศเลย กับการที่เราต้องอยู่ติดกับอีกคนที่เราไม่ได้อยากจับตัวเขาด้วย เราโดนบังคับให้ทำอย่างนั้น ก็บอกเขาว่าขอทำอย่างอื่น ตอนนั้นเขาบอกให้เรายืนขึ้น เราก็ทำหมด แต่เราไม่อยากทำท่าไททานิคอย่างนั้น เป็นจุดที่เราเริ่มรู้สึกว่า เราต้องปฏิเสธ ต้องมีจุดยืนของเราว่าเราจะไม่ทำ เราจะไม่โอเคกับสิ่งที่เขาสั่ง ก็เป็นเรื่องทำให้คนในหมวดรู้จักเรา ว่าเราเถียงครู แต่จริง ๆ เราแค่ไม่ยอมต่อการที่เขาจะคุกคามเรา

เริ่มรุนแรงขึ้นถึงขั้นทำให้เราต้องออกจากโรงเรียนเลยไหม

จริง ๆ ก็มีอีกหลาย ๆ เรื่องตามมา เวลาครูเขาได้ยินชื่อ “พิมพิศา” ทุกคนก็รู้จักกันหมดแล้ว เป็นข่าวลือที่พูดกันปากต่อปาก ครูก็เอาเราไปคุยในห้องประชุม เอาเราไปพูดหน้าห้องที่เราสอน คนอื่นก็คิดไปเองว่าเราเป็นแบบนั้น เราไม่รู้จักคนอื่นเลย แต่คนอื่นรู้จักเราหมดแล้ว มันก็ทำให้เราอึดอัดมาก ๆ ไม่ใช่แค่เรื่องวาดรูปเรื่องเดียว มันก็มีอีกหลาย ๆ ที่มี่ไปตั้งคำถามกับครู ก็ไม่ได้รับคำตอบ แต่ก็ได้รับคำด่ากลับมา เช่น เราถามเวลาครูสั่งงานที่มันไม่มีเหตุผล ถามครูว่าทำไมต้องทำแบบนี้ ซึ่งคนอื่นเขาก็ไม่ถาม แต่เราอยากรู้เลยถาม เราก็เป็นคนไม่ค่อยยอมครูด้วย เพราะเราเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ควรจะยอม เราจะยอมได้อย่างไร เราไม่ได้อยากเป็นแค่นักเรียน แต่เราอยากเป็นมนุษย์ด้วย เราเลยโดนมองว่าเป็นเด็กก้าวร้าวในสายตาทุกคนเลย เป็นเด็กหัวรุนแรง เด็กชอบเถียงครู


เหตุการณ์ที่แรง ตอนนั้นมี่ไปแลกเปลี่ยนที่อเมริกา ทุกอย่างก็ดูดี แต่ตอนไปอยู่เรารู้สึกทุกอย่างมันกดดันมากเลย ทั้งครอบครัวอุปถัมภ์ และอะไรหลาย ๆ อย่าง จนมี่กลายเป็นซึมเศร้าโดยที่มี่ไม่รู้ตัว เริ่มจากมี่กินอาหารมากขึ้น น้ำหนักเพิ่ม 5 กิโลกรัมภายในแปบเดียว ไม่อยากอยู่กับคนอื่น อยากเก็บตัวอยู่ในห้องคนเดียว เวลาเจอคนก็จะเครียด คนพูดเสียงดังก็จะตัวสั่นหายใจไม่ออก จนสุดท้ายเขาก็บอกว่ามี่ไม่ไหวแล้ว โดนส่งกลับ อยู่ที่นั้นได้แค่ 5 เดือน พอกลับมาที่โรงเรียนที่เห็นว่าเราแย่อยู่แล้ว เป็นเด็กที่ไม่ดี พอเรากลับมา เราก็ถูกประนามอย่างหนัก ครูเขาก็ด่า เขาก็พยายามคิดนะว่าเพราะอะไรเราถึงกลับมา เขาก็คิดว่าเราไม่ทำเรื่องมา มีปัญหากับ ครอบครัวอุปถัมภ์ หรือว่าบางคนก็คิดว่าเราไปบ้าผู้ชาย มันก็มีข่าวลือเยอะมาก ที่เด็กก็ไปพูดกันต่อ ครูก็ไปเล่า ไปพูดในที่ประชุม ที่ประชุมก็พูดถึงเรา จนสุดท้ายพอกลับมาเรียน มันต้องกลับมาเรียนต่อซ้ำชั้น แต่มันก็มีความกดดัน เรารู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นข้างหลังนั้น ข้างหลังที่เขาไม่พูดกับเรา เขาพูดกับคนอื่น เรารู้ว่าเขาพูดอะไรกันอยู่ หรือว่าสายตาที่ครูมองเรา สายตาที่เพื่อมองเรา จนเราไปเรียนในห้องเรียน เราเรียนไม่รู้เรื่องแล้วได้แต่นั่งร้องไห้ หลาย ๆ คาบที่ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร จนในที่สุดก็ตัดสินใจว่า เราคงอยู่ไม่ได้แล้วแหละ แล้วก็พูดกับแม่ พูดกับจิตแพทย์ ว่าให้เราลาออกเถอะ ตอนแรกเขาก็เชื่อว่าเราคิดมากไปเอง แล้วก็โดนบังคับให้อยู่ในนั้นอย่างอึดอัด เราไม่ยอมไปโรงเรียนล๊อคห้องอย่างนั้นเลย

มี่จำน้ำเสียงของคนที่พูดชื่อมี่ได้ พูดชื่อว่า “พิมพิศา” แต่น้ำเสียงของเขา เป็นน้ำเสียงที่น่ากลัวมาก ครูแต่ละคนจะพุดชื่อพิมพิศาในน้ำเสียงที่ต่างกัน แต่มี่ฟังออกว่าน้ำเสียงแบบไหนที่เขาเกลียดพี่ ทำให้ช่วงหนึ่งที่มี่เกลียดคำว่า “พิมพิศา” ไปเลย

ตอนแรกแม่ก็จะบอกว่า ทนไปเถอะ อยู่ต่อไปเถอะ เขาก็ไปบอกครู มี่บอกว่าไม่ให้บอกครูว่ามี่เป็นซึมเศร้า เพราะมี่ไม่อยากให้เขาเอาไปพูด เขาก็ไปบอกครู จนมี่รู้สึกได้เลย เพราะวันหนึ่งมี่ใส่ชุดนักเรียนอยู่คนเดียวในห้องในวันที่ทุกคนใส่ชุดพละ แล้วมี่ก็รู้ว่ามี่ต้องโดนครูเรียกแน่ ๆ แต่ครูกลับไม่พูดอะไรกับมี่เลย มันแปลก ๆ มี่ก็บอกแม่ว่ามี่ไม่โอเคนะ กับการที่ทุกคนรู้ว่ามี่เป็นซึมเศร้า และมี่ก็ต้องอยู่ในโรงเรียนที่ทุกคนมองมี่ต่างออกไปอีกแล้ว ช่วงแรก ๆ แม่เชื่อว่า ถ้าทำให้สิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวมี่โอเค มี่จะโอเค แต่สิ่งแวดล้อมที่มี่เจอคือครูที่ไม่มีความเข้าใจในเรื่องอะไรเลย มันก็เลยทำให้มี่ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ ครูรู้ทุกอย่าง แต่ครูก็ปฏิบัติตัวกับเราได้อย่าง น่าอึดอัดมาก ๆ เลย แต่แม่ก็เข้าใจตอนเราบอกว่าเราเป็นอย่างไรบ้างตอนอยู่ที่โรงเรียน จนมี่คุยกับจิตแพทย์เขาก็บอกให้มี่พักก่อน ฟื้นฟูจิตใจก่อนแล้วค่อยเรียนต่อ

มี่ว่าวิธีแก้ปัญหาออกจากโรคซึมเศร้า คือการหายาของตัวเอง ไม่ใช่ยาที่จิตแพทย์ให้หรอก แต่คือยาที่ตอบสนองต่อตัวได้ดีที่สุด หลัง ๆ มา มี่ก็พบว่า ยาของมี่ก็คืออิสระ นี่แหละ ได้ไปในที่ที่มี่ต้องการ ได้ทำในสิ่งที่มี่อยากทำ มี่ว่านั้นคือยาของมี่ ที่ทำให้มี่ดีขึ้น

ทำไมถึงคิดที่จะทำนิตยสาร

ตอนนั้นมี่เป็นซึมเศร้าอยู่ และไปเห็นโครงการหนึ่ง ซึ่งเรารู้เลยว่าเราจะไม่สามารถก้าวต่อไปได้ ถ้าเกิดเราไม่แก้ปัญหาตรงนี้ก่อน เหมือนเป็นสิ่งที่รั้งเราอยู่ตลอดมาเลย มันทำให้เราไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ มี่ก็เห็นเลยว่านิตยสารมันคือทางออกที่ดีที่สุดของมี่ในตอนนั้น มี่ก็ไม่ได้คิดอะไรเลย ส่งแบบฟอร์มเสนอไปทำสิ่งที่อยากทำ อยากเล่าเรื่องของเรา เราไม่เคยเขียนอะไรอย่างนี้เลย แบบเขียนสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเราที่สุดคือจิตใจของเรานั่นแหละ เราก็เลยเลือกที่จะเขียนเรื่องนั้นออกมา มันทำให้เราระบายสิ่งที่อยู่ข้างในออกมา พูดสิ่งที่เราเก็บเอาไว้มาตลอด มันทำให้ทุกอย่างเบาลงมาก ๆ ในเล่มมี่เขียนประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ แล้วในเล่มก็มีเพื่อน 2 คนช่วยเขียนคนละบทความ กับ 1 โควท มีโควทที่ได้จากรุ่นพี่ที่ไปแลกเปลี่ยนที่เยอรมันมา แล้วก็เล่าเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงเรียนที่เขาดู bully มาเหมือนกัน เขาก็เขียนความเจ็บปวดของเขา

เรารวมกลุ่มกันทำนิตยสาร over เพื่อหยุดการ bully ของครูต่อนักเรียน เราเห็นอะไรบ้าง อยากให้มี่ช่วยเล่า

เราก็เห็นว่า ไม่ได้มีแค่เราที่เจ็บปวด คนที่อยู่ในโรงเรียนก็เจ็บปวด แต่แค่เขายังไม่แพ้ เขายังอยู่ในนั้นได้ต่อไป แล้วก็มีหลายคนที่เราเห็นออกมา เห็นคนที่แพ้ออกมาเหมือนกัน เราก็ได้เจอคนเหล่านั้นเหมือนกัน ทำให้เราเห็นเหมือนกันว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ควรจะละเลยได้เลย ไม่ควรจะมีใครถูกทำร้ายอีกแล้ว แม้คุณจะอยู่ในโรงเรียนได้ต่อไป คุณก็ไม่ควรจะโดนทำร้ายอยู่ดี หรือว่าคุณออกมาแล้ว คุณก็ไม่ควรจะเจ็บอยู่อย่างนั้น

เราเจอสิ่งที่เจ็บปวดมาจากโรงเรียนแล้ว ถ้าอยากให้เราเปลี่ยนบางอย่างในโรงเรียน เราอยากเปลี่ยนอะไร

อยากเปลี่ยนครู แบบว่าความคิดครู ครูทุกคนลืมไปแล้วว่าเด็กก็มีจิตใจ เขาลืมไปแล้วว่าเขาก็มีหน้าที่ในการรับผิดชอบสภาพจิตใจของเด็กเหมือนกัน ไม่ใช่รับผิดชอบแค่เกรด นิสัย หรือการกระทำของเด็ก เขาต้องรับผิดชอบจิตใจ รับผิดชอบสิ่งที่เขาทำกับเด็กไปด้วย สิ่งที่เขาปฏิบัติกับเด็ก เขาลืมคิดถึงสภาพจิตใจ อย่างเช่นเด็กเป็นซึมเศร้า แต่เขาก็รับผิดชอบอะไรไม่ได้

มี่เคยมีครูในดวงใจบ้างไหม

ก็มีนะคะ มีครูที่เขาเป็นเหมือนเพื่อน มีว่าสำคัญมาก ๆ เลยกับการที่เขาเป็นเหมือนเพื่อน ไม่ทำร้ายกัน มี่คิดว่ามันเป็นสิ่งพิเศษมาก ๆ เลย มากว่าการเป็นครูกับนักเรียน แต่เป็นเหมือนเพื่อนกับนักเรียน มันต่างกันมาก ๆ เลย ครูที่เป็นเพื่อนกับมี่ เขาเป็นครูที่เป็นเพื่อน เป็นครูที่ตั้งใจที่จะสอนเด็ก ตั้งใจที่จะดูแลเด็กให้ความรู้เด็ก เขาทำตัวเหมือนเป็นเพื่อนคนหนึ่งที่ให้คำปรึกษาเรา ให้ความรู้เราและก็ดูแลเรา ในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง ไม่กดขี่ เราไม่ได้ทำตัวให้สูงกว่าเรา ถึงปัจจุบันมี่จะไม่ได้คุยกับเขาแล้วแต่ก็ยังอยู่ในความทรงจำ ที่มี่คิดถึงคือครูตอนประถม เขาสอนมี่วาดรูปตอนเย็น แบบฟรี ๆ ทุกเย็น

วางแผนจะทำอะไรต่อ

แผนตอนนี้คือเรากลับไปเรียนก่อน ที่ดูไว้ก็มีการศึกษาทางไกลที่น่าจะตอบโจทย์เรา เราได้อิสระ เพราะเราหยุดเรียนมาเกือบจะปีแล้ว ต่อไปก็อยากเข้านิเทศ อยากทำสื่อ เพราะตอนนี้เราเห็นความสำคัญของสื่อมาก ๆ เลย เห็นว่ามันทำได้มากกว่าที่เราคิด มันคือส่วนสำคัญในโลกนี้ เราต้องการสื่อเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงมาก ๆ เลย เรามองว่าสื่อคือข้อมูลที่ทำออกมาเป็นสาธารณะ มันทำให้คนมีสิทธิ์เลือก ทั้งคนที่จะทำข้อมูลและคนที่จะให้ข้อมูล มันให้อิสระกับทั้งสองฝ่าย ทั้งผู้ให้และผู้รับ สำหรับนิตยสารตอนนี้เป็นเล่มแรก ก็อยากจะพัฒนาต่อในเล่มต่อไป รู้สึกว่าอยากให้นิตยสารของเราเข้าถึงคนให้มากกว่านี้

 ABOUT THE AUTHOR

กองบรรณาธิการเว็บไซต์ citizenthaipbs.net ดูแล เรียบเรียง และรวบรวมเนื้อหาจากนักข่าวพลเมือง