ภาคประชาชนยื่นข้อเสนอนโยบายที่ดิน หวังสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ

ภาคประชาชนยื่นข้อเสนอนโยบายที่ดิน หวังสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ

ปัญหาเรื่องที่ดินเป็นปัญหาระดับชาติ และเป็นปัญหาของประชาชนส่วนใหญ่  ในพื้นที่ชนบท ปัญหาการพรากสิทธิที่ดินจากชุมชนทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น อันเนื่องมาจากนโยบายการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรที่ไม่สอดคล้องกับบริบทของชุมชนในแต่ละพื้นที่ ทั้งยังเกิดการแย่งชิงที่ดินในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งโดยนโยบายรัฐ การพัฒนาเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างผิดประเภท หรือการปล่อยให้เกิดการกระจุกตัวที่ดินและปล่อยทิ้งร้างโดยไม่ก่อให้เกิดการผลิตหรือเกิดการใช้ประโยชน์ ทำให้ประเทศไทยสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการใช้ที่ดินเป็นจำนวนมหาศาล ส่วนในพื้นที่เมืองและพื้นที่ชานเมือง  ที่ดินเป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้น ๆ ในการพัฒนาและจัดสร้างที่อยู่อาศัย การกระจุกตัวของที่ดินส่งผลให้ที่ดินมีราคาสูง จึงเป็นอุปสรรคให้คนจน คนชั้นกลาง หรือผู้มีรายได้น้อย เข้าไม่ถึงที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ ปัจจุบัน มีเกษตรกรรายย่อย และแรงงานเป็นผู้ไร้ที่ดินจำนวนเพิ่มมากขึ้น

ในพื้นที่เมือง ปัญหาความยากจนจากการมีอาชีพและรายได้ที่ไม่แน่นอน และไม่สม่ำเสมอ ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่ดี และมั่นคงในเมืองได้ ไม่มีความสามารถในการจ่ายเพื่อจัดซื้อที่อยู่อาศัยตามราคาที่กำหนดในตลาด จึงอาศัยพื้นที่ว่างใกล้แหล่งงานไม่ว่าจะเป็นที่ดินของรัฐ หรือเอกชนที่ปล่อยทิ้งร้าง สร้างที่พักอยู่อาศัยด้วยตัวเอง    จึงอยู่ในสภาวะที่เสี่ยงต่อการถูกไล่ที่  เมื่อมีความเจริญมาถึง และเจ้าของที่ดินต้องการใช้ประโยชน์ในที่ดิน โดยเฉพาะการถูกไล่รื้อจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐ  ทั้งทางตรง และทางอ้อม นอกจากคนจนเมืองที่อยู่อาศัยในชุมชนแออัดแล้ว  เราเริ่มพบเห็นผู้คนนอนตามที่สาธารณะต่าง ๆ ในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร  เช่น   ตามข้างถนน หน้าอาคารร้านค้า ในสวนสาธารณะ สถานีขนส่ง ใต้ทางด่วน สนามหลวง เป็นต้น  วิถีการดำรงชีวิตมีความยากลำบากมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับคนจำนวนมากที่มีบ้านพักอาศัย มีอาหารครบ 3 มื้อ เข้าถึงสิทธิและสวัสดิการ

ดังนั้น พวกเราในนามขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม และเครือข่ายประชาชนจากทั่วประเทศ จึงมีข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับที่ดิน ดังต่อไปนี้

แนวคิด/ หลักการ

  • การปฏิรูปที่ดินต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและกำหนดนโยบาย เพื่อสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
  • การเข้าถึงที่ดินและที่อยู่อาศัยเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน การบริหารจัดการที่ดินต้องดำเนินไปบนพื้นฐานการเคารพสิทธิมนุษยชน  และเคารพวิถีวัฒนธรรม
  • นโยบายที่ดิน ต้องไม่นำมาบังคับใช้ย้อนหลังกับประชาชน
  • การดำเนินการทางกฎหมายในกระบวนการยุติธรรม ควรให้ความสำคัญและการนำข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ชุมชน รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ถูกดำเนินคดีได้มีโอกาสโต้แย้ง หรือหักล้างข้อกล่าวหาอย่างเท่าเทียมมิใช่พิจารณาเพียงเอกสารทางราชการ

ด้านกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้อง

รัฐจะต้องกำหนดมาตรการในเชิงกฎหมายเพื่อให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินอย่างแท้จริง และสนับสนุนให้คนจนสามารถเข้าถึงที่ดินได้อย่างเป็นธรรม ดำเนินการรับรองสิทธิชุมชนในการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรร่วมกัน ได้แก่ พระราชบัญญัติภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า  พระราชบัญญัติกองทุนธนาคารที่ดิน พระราชบัญญัติสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากรในรูปแบบโฉนดชุมชน

กรณีนโยบายที่ดิน คทช

  • ยกระดับการดำเนินโครงการจัดที่ดินแปลงรวม คทช. ให้รับรองสิทธิชุมชนและสถาบันเกษตรกรในการบริหารจัดการที่ดิน
  • ทบทวนการจัดที่ดินแปลงรวมตามนโยบาย คทช. และเปิดโอกาสให้เกษตรกรรายย่อย คนยากจน ไร้ที่ดิน ให้สามารถเข้าถึงที่ดินและปัจจัยการผลิตอย่างเท่าเทียมเป็นธรรม ไม่จำกัดโอกาสการเข้าถึงที่ดินของเกษตรกรรายย่อย เพื่อให้สามารถพัฒนาและขยายกำลังการผลิต และแข่งขันได้
  • ยุติการนำนโยบาย มติ และระเบียบของ คทช.มาใช้กับชุมชนที่มีรูปแบบการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน แต่รัฐบาลควรสนับสนุนส่งเสริมการปฏิบัติการปฏิรูปที่ดินโดยชุมชนที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่
  • ทบทวนมติ คทช. วันที่ 18 มิถุนายน 2561 เกี่ยวกับพื้นที่เป้าหมายและกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าไม้ (ทุกประเภท) ทั้งนี้ เนื่องจากแนวทางการแก้ไขปัญหาตามมติดังกล่าว อาจสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงกับชุมชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ต้นน้ำชั้น 1,2 ชุมชนชาวเล และชุมชนชาย ฝั่ง

กรณีทวงคืนผืนป่า

  • ยุตินโยบายทวงคืนผืนป่า และยกเลิกแผนแม่บทแก้ไขปัญหา การทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน เพราะการดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวส่งผลให้มีการละเมิด คุกคามชีวิต ทรัพย์สินและส่งผลกระทบกับชุมชนทั่วประเทศ รวมทั้งกระบวนการในการจัดทำแผนแม่บทดังกล่าวขาดการมีส่วนร่วมและการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย
  • ชะลอการดำเนินการประกาศอุทยานแห่งชาติไว้ก่อน และจัดตั้งกลไกให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดสำรวจแนวเขตเพื่อกันพื้นที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย และพื้นที่ป่าชุมชนออกจากเขตอุทยาน และการประกาศแนวเขต โดยการกำหนดแนวเขตเตรียมการประกาศอุทยาน ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาท้องถิ่นก่อน จึงจะดำเนินการในขั้นตอนต่อไปได้
  • นายกรัฐมนตรีลงนามรับรอง ร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ฉบับประชาชน (เนื่องจากเป็นกฎหมายเกี่ยวข้องกับการเงิน) เพื่อให้สามารถเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ควบคู่กับ ร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฉบับของรัฐบาล และเนื้อหากฎหมายทั้งสองฉบับต้องสอดคล้องกับหลักการสิทธิมนุษยชน และกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560

การสนับสนุนโฉนดชุมชน

  • ปรับปรุงกลไก มาตรการและกระบวนการอนุญาตและลดข้อจำกัดการจัดการจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน (อาทิ ตามมาตรา 9 มาตรา 12 ประมวลกฎหมายที่ดิน)
  • ผลักดันให้คณะรัฐมนตรีมีมติคุ้มครองพื้นที่โฉนดชุมชน 486 แห่ง ให้เป็นไปตามมติการประชุม คณะกรรมการประสานงานให้มีโฉนดชุมชน (ปจช)  ครั้งที่  1/2561  วันที่ 8 สิงหาคม 2561 และประสานงานให้มีการจัดที่ดินให้แก่ประชาชน
  • ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 30 มิถุนายน 2541 รวมทั้งมติอื่นที่เป็นอุปสรรคในการบริหารจัดการที่ดินโดยชุมชน อาทิ มติคณะรัฐมนตรีในการจัดชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ

กรณีที่ดินสาธารณประโยชน์  

  • ปรับปรุงกลไกและกระบวนการการเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ออกโดยไม่ชอบกฎหมายทั้งกรณีโฉนดที่ดิน และการประกาศที่สาธารณะซ้อนทับที่ดินของประชาชน

กรณีที่ดินเอกชนทิ้งร้าง

  • กรณีที่ดินมีที่ปล่อยทิ้งร้าง ตามมาตรา 6 ประมวลกฎหมายที่ดิน จัดให้มีกลไก หน่วยงานเฉพาะเพื่อทำหน้าที่ในการตรวจสอบ และเพิกถอนเอกสารสิทธิ์

กรณีพื้นที่ชนเผ่า ชาติพันธุ์ และชนพื้นเมือง

  • คุ้มครองสิทธิชนเผ่า กลุ่มชาติพันธุ์ และชนพื้นเมือง ตามสนธิสัญญาหลักด้านสิทธิมนุษยชน ข้อตกลง และปฏิญญาที่เกี่ยวข้องกับการใช้ที่ดิน สิทธิชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม สิทธิกลุ่มชาติพันธุ์ ในการถือครองและใช้ทรัพยากรธรรมชาติ
  • สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเรื่องการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล วันที่ 2 มิถุนายน 2553 และการฟื้นฟูชีวิตชาวกระเหรี่ยง วันที่ 3 สิงหาคม 2553 โดยเฉพาะการประกาศเขตคุ้มครองวัฒนธรรมพิเศษ
  • การกันเขตพื้นที่ที่อยู่อาศัยของชุมชน พื้นที่ทำกิน และพื้นที่ทางจิตวิญญาณ ก่อนการประกาศเขตอนุรักษ์ โดยชุมชนมีส่วนร่วมในการกันเขตพื้นที่ต่าง ๆ
  • ส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมที่ช่วยให้สังคมเกิดความเข้าใจ และยอมรับวิถีชีวิตของกลุ่มชนเผ่า ชาติพันธุ์ และชนพื้นเมือง

กรณีที่ดินในเมือง เพื่อสร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัย

  • ในส่วนของที่ดินรัฐที่หน่วยงานต่าง ๆ ครอบครองไว้จำนวนมาก และไม่ได้
    ใช้ประโยชน์ เช่น ที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ดินราชพัสดุ  ที่ดินสาธารณะ  เป็นต้น  รัฐบาลต้องมีนโยบายที่ชัดเจน ในการนำที่ดินเหล่านั้นมาพัฒนาเป็นโครงการที่อยู่อาศัย รองรับคนจนเมืองในรูปแบบกรรมสิทธิ์ร่วมกันของชุมชน   จึงจะสอดคล้องกับสถานะทางเศรษฐกิจของกลุ่มคนเหล่านั้น เนื่องจากไม่ต้องแบกรับต้นทุนด้านที่ดิน และที่ดินรัฐจำนวนมากอยู่ในเขตเมือง หรือใกล้เมือง เป็นการลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต และอาชีพ  นอกจากนั้นยังลดต้นทุนในการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค  การใช้ที่ดินรัฐเพื่อจัดทำโครงการที่อยู่อาศัย จึงเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด
  • ในการจัดทำผังเมือง ควรให้คนจนเมืองได้มีส่วนในการกำหนดทิศทางของการพัฒนาเมือง ในฐานะที่เป็นหุ้นส่วนหนึ่งที่สร้างการเติบโต และหล่อเลี้ยงคนในเมือง ให้ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไม่ยากลำบาก ต้องรับฟังความเห็นของคนจนเมือง ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง  โดยกำหนดผังเมืองแบบผสมผสานระหว่างพื้นที่เศรษฐกิจและที่อยู่อาศัยไว้ในพื้นที่เดียวกันไว้อย่างชัดเจน ทั้งนี้เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของเมืองกับที่อยู่อาศัยเป็นไปในลักษณะคู่ขนาน โดยมิให้ที่ดินบริเวณที่อยู่อาศัยมีราคาสูง เพื่อให้คนจนสามารถดำรงวิถึชีวิตอยู่ได้ในเมือง
  • การพัฒนาที่ส่งผลกระทบต่อคนในพื้นที่ โดยเฉพาะคนจนที่ต้องเสียสละที่อยู่อาศัยเดิมให้กับโครงการพัฒนาต่าง ๆ รัฐบาลควรมีนโยบายให้หน่วยงานรัฐที่ดำเนินโครงการ คิดงบประมาณในการอุดหนุนด้านการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย และการพัฒนาสาธารณูปโภค เป็นต้นทุนในโครงการเพื่อให้ประชาชนที่เสียสละให้กับการพัฒนาและต้องโยกย้าย หรือต้องขยับปรับปรุงที่อยู่อาศัยใหม่ สามารถนำงบประมาณที่ได้รับไปจัดสร้างโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ได้ และที่สำคัญเป็นการลดภาวะความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานรัฐที่ดำเนินโครงการ กับประชาชนในพื้นที่

กรณีภัยพิบัติ

  • ปรับปรุงพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยให้เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่หลักในการเตรียมความพร้อมการป้องกันภัยพิบัติโดยชุมชนมากกว่าการเยียวยาหลังการเกิดภัยพิบัติ และจัดให้มีเวทีประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความเห็นสาธารณะก่อนการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติ
  • เพิ่มคำนิยาม คำว่าสาธารณภัย ให้ครอบคลุมภัยที่กระทบต่อสังคม การกัดเซาะชายฝั่ง ภัยที่เกิดจากการดำเนินนโยบายและโครงการของรัฐ เช่น การสร้างอ่างเก็บน้ำ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือทุกคนที่เป็นผู้ประสบภัยโดยเท่าเทียม โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติอันเนื่องจากเชื้อชาติ สัญชาติ
  • กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยต้องให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยง ทั้งในมิติของการจัดการระดับท้องถิ่น เช่น การอพยพ สิ่งอำนวยความสะดวกให้สอดคล้องกับภัยนั้น ๆ และส่งเสริมการกระจายอำนาจให้ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้จัดการลดความเสี่ยงภัยเป็นหลัก
  • ไม่เปิดโอกาสให้การประกาศสาธารณภัยเป็นสาเหตุของการแย่งชิงที่ดิน เช่น การประกาศสาธารณภัยแล้วให้ประชาชนออกไปจากพื้นที่ชุมชนที่อยู่อาศัย

กรณีเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

  • ในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ต้องคำนึงถึงการวางผังเมือง การปกป้องพื้นที่เกษตรกรรมชั้นดี ไม่ให้เปลี่ยนไปเป็นพื้นที่สำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรม
  • การเปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและร่วมออกแบบในกระบวนการพัฒนาของรัฐ บนหลักการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
  • รัฐจะต้องจัดการผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมระหว่าง ชุมชน รัฐ และนักลงทุน หากการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เป็นการเพิ่มความมั่งคั่งให้กับนักธุรกิจ ชาวบ้านก็ไม่ควรต้องเป็นผู้เสียสละด้วยการถูกพรากสิทธิที่ดิน

 

 ABOUT THE AUTHOR

กองบรรณาธิการเว็บไซต์ citizenthaipbs.net ดูแล เรียบเรียง และรวบรวมเนื้อหาจากนักข่าวพลเมือง