เครือข่ายผู้หญิง 38 จังหวัด ห่วงกฎหมายป่าชุมชน-อุทยานใหม่กระทบการทำมาหากิน

เครือข่ายผู้หญิง 38 จังหวัด ห่วงกฎหมายป่าชุมชน-อุทยานใหม่กระทบการทำมาหากิน

ประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยการยอมรับและเห็นคุณค่าของความแตกต่างทางเพศสภาพในการจัดการป่าชุมชนและพื้นที่ป่าอนุรักษ์ รวมตัวแทนแกนนำผู้หญิง จาก 38 จังหวัดทั่วประเทศร่วม เพื่อประเมินการมีส่วนร่วมการบริหารจัดการป่าไม้ เสนอเพิ่มสัดส่วนผู้หญิงในงานป่าไม้ ดันคณะทำงานขับเคลื่อน 3 ปี

วันที่ 9-10 ต.ค. 62 ศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า (รีคอฟ) แผนงานประเทศไทย และเครือข่ายป่าไม้ภาคพลเมือง สนับสนุนโดยสหภาพยุโรป ร่วมกันจัดประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยการยอมรับและเห็นคุณค่าของความแตกต่างทางเพศสภาพในการจัดการป่าชุมชนและพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ณ โรงแรมฮอลิเดย์การ์เดน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยมีตัวแทนแกนนำผู้หญิงจำนวนกว่า 45 คน จาก 38 จังหวัดทั่วประเทศเข้าร่วมเพื่อประเมินสถานการณ์ การมีส่วนร่วมการบริหารจัดการป่าไม้ กฏหมายและนโยบายภายใต้มิติเพศสภาพ มุ่งค้นหาวางแผนประเด็นร่วมกันขับเคลื่อนกิจกรรมผู้หญิง เพศสภาพ การบริหารจัดการเข้าถึงทรัพยากรป่าไม้และพัฒนาเป็นเครือข่ายผู้นำหญิงในพื้นที่ของตัวเอง

“ความเป็นผู้หญิงมีความได้เปรียบในการเจรจาต่อรอง ความอ่อนน้อม อ่อนโยนช่วยทำให้การเจรจาสื่อสารเป็นเชิงบวกให้คู่เจรจารับฟังมากขึ้น และมุมมองผู้หญิงในการจัดการป่าและทรัพยากรนั้นมาช่วยเสริมกับมุมมองผู้ชายให้ครอบคลุมมากขึ้นด้วยนับเป็นจุดแข็ง ที่สำคัญอย่าเป็นผู้นำหญิงแบบเดี่ยว ควรจะยกระดับและสร้างจำนวนแกนนำผู้หญิงให้เป็นแผงหรือมากขึ้นในการจัดการบริหารป่าและการมีส่วนร่วมในการเข้าถึงทรัพยากรป่าไม้ ชวนคนอื่นในชุมชนมาทำงานร่วมกันให้มากขึ้น เพราะ ปัญหาชุมชนเป็นเรื่องของทุกคน อีกเรื่องที่ขอเน้นย้ำ การพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง ก็ต้องดูแลครอบครัวไม่ให้ล่มสลายด้วย ทั้งสองสิ่งต้องไปด้วยกัน จึงจะทำให้ความเป็นแกนนำผู้หญิงนั้นเข้มแข็งและยั่งยืน” อรนุช ผลภิญโญ แกนนำผู้หญิงประเด็นที่ดินและป่าไม้ จ.ชัยภูมิ กล่าวไว้

“การสร้างมิติหญิงชายให้สมดุล ไม่อยากให้เอนเอียงไปทางไหนมากกว่ากัน ควรฟังเสียงทั้งสองฝั่ง ที่ผ่านมา ผู้หญิงมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรป่าน้อยมาก ทั้งที่เป็นคนเข้าป่าทำมาหากินเพราะจะรู้ว่าจะหาเห็ดและหาของป่าได้ที่ไหน แต่การกำหนดขอบเขตที่ดินและอำนาจในการตัดสินใจคือผู้ชายเสียมากกว่า ไม่เคยถามคนที่ทำมาหากินกับพื้นที่แท้จริงนั่นคือ ผู้หญิง ดังนั้น ชุมชนต้องฟังเสียงผู้หญิงให้มากขึ้นกว่าเดิมและให้พื้นที่การเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดขอบเขตที่ดินเพื่อนำมาพัฒนาเป็นฐานข้อมูล ขอบเขตที่ดินที่เห็นชอบ การใช้ประโยชน์และมีอำนาจในการตัดสินใจร่วมกันในชุมชน” ทัศน์ชัย อัครวงศ์วิริยะ เจ้าหน้าที่ภาคสนามอาวุโส มูลนิธิรักษ์ไทย จ.เชียงใหม่

สำหรับข้อหารือการจัดตั้งกลุ่มและคณะทำงานขับเคลื่อนประเด็นเพศสภาพและความแตกต่างในการจัดการป่าไม้และที่ดินนั้น ผู้เข้าร่วมได้เสนอขอให้มีระยะเวลาการทำงาน 3 ปี โดยมีโครงสร้างที่ประกอบด้วย 1)ฐานข้อมูลมูลค่าป่าไม้ 2)เพิ่มพื้นที่และโอกาสให้คนรุ่นใหม่และผู้หญิงชาติพันธุ์ 3)สร้างคุณค่าและความมั่นใจให้กับผู้หญิงระดับชุมชน 4)การสนับสนุนทั้งงบประมาณและทักษะ 5) การสื่อสารที่สร้างความเข้าใจระหว่างคนเมืองและคนในพื้นที่ และ 6)สร้างความเข้าใจและสมดุลในมิติชายหญิง เพศสภาพในระดับชุมชน และ 7)กองทุนเครือข่ายแกนนำผู้หญิงเพื่อช่วยเหลือด้านกฏหมาย

นับเป็นการเพิ่มพื้นที่สำหรับการทำความเข้าใจและการมีส่วนร่วมเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงด้านการกฏหมายและนโยบายการบริหารจัดการป่าไม้ โดยการใช้มุมมองและยอมรับความแตกต่างของเพศสภาพเข้าไปในเครือข่ายด้านการจัดการทรัพยากรและป่าไม้ที่เกี่ยวข้อง ด้วยเหตุนี้การประชุมเชิงปฏิบัติการนี้ จึงเปรียบเหมือนก้าวแรกของการตั้งขบวนเครือข่ายแกนนำผู้หญิงซึ่งให้ความสำคัญของมิติเพศสภาพในประเด็นกฏหมายเกี่ยวกับการจัดการป่าไม้และที่ดิน เพื่อได้ร่วมกันกำหนดแนวทางการดำเนินงานขับเคลื่อนเชิงนโยบายจากระดับชุมชนถึงประเทศของผู้นำหญิงในเครือข่ายป่าไม้ภาคพลเมือง

 ABOUT THE AUTHOR

กองบรรณาธิการเว็บไซต์ citizenthaipbs.net ดูแล เรียบเรียง และรวบรวมเนื้อหาจากนักข่าวพลเมือง