คุยกับหมอ : ฝุ่นจิ๋ว อันตรายแค่ไหน

คุยกับหมอ : ฝุ่นจิ๋ว อันตรายแค่ไหน

ฝุ่นจิ๋วขนาดเล็กอันตรายจริง ๆ 

ฝุ่นขนาดเล็กที่เล็กกว่า 2.5 ไมครอน มีการศึกษาทั่วโลกและยืนยันว่าฝุ่นเมื่อหายใจเข้าไป มันก่อให้เกิดโรคกับร่างกายมนุษย์ได้หลายระบบ ข้อมูลที่เขามีการศึกษาโดยการเก็บข้อมูลทั่วโลกจากหลายประเทศให้ข้อมูลที่ตรงกัน จนได้ข้อสรุปเรียบร้อยแล้วนะครับว่า ฝุ่นขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน มันสามารถทำอันตรายที่ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบหายใจ ระบบสมอง แล้วก็ทารกอยู่ในครรภ์มารดาด้วย เพราะฉะนั้นจึงทำให้ไม่มีข้อถกเถียงหรือไม่มีข้อสงสัยแล้วว่าฝุ่นที่เล็กกว่า 2.5 ไมครอน เป็นอันตรายต่อสุขภาพจริง จึงเป็นเหตุที่ว่าเราจะต้องให้การสนใจในการที่ต้องพยายามลดค่าของฝุ่นลงมา ให้ได้ในระดับที่ปลอดภัย

ฝุ่นขนาดเล็ก กับอันตรายต่อสุขภาพเเต่ละระยะ

ถ้าเป็นระยะสั้นอาการจะต่าง เราจะแบ่งได้ก็คือถ้าเป็นพวกที่สุขภาพดี อาการก็จะไม่ค่อยรุนแรงมากนัก ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของอาการระคายเคือง เช่น ฝุ่นเข้าตาก็จะรู้สึกเคืองตา ตาแดง หรือว่าคันตา เป็นต้นน้ำตาไหล ถ้าโดนผิวหนังก็จะรู้สึกคัน หรือบางคนก็เป็นผื่นขึ้นตามผิวหนัง หรือถ้าหายใจเข้าไป ก็จะทำให้เกิดระคายคอทำให้ไอหรือว่ามีเสลด อันนี้คือในกรณีของผู้ที่มีสุขภาพดี

แต่อย่าลืมว่าการที่เรามีอาการเหล่านี้ ถึงแม้ไม่รุนแรงมาก ไม่ต้องไปถึงมือแพทย์ก็ตาม แต่การที่เราหายใจเข้าไป ก็จะค่อย ๆ สะสมในร่างกายของเราแล้วก็ค่อย ๆ ทำอันตรายต่อเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายที่ชัดเจนก็คือว่าเมื่อเราหายใจเข้าไป มันจะไปทำอันตรายทำให้เกิดการอักเสบ ที่ถึงลมปอดทำให้มีการทำลายถุงลมปอด ถ้าทำลายไปเรื่อย ๆ ระยะยาว ถูกทำลายไปเรื่อย ๆ ก็จะมีอาการคล้าย ๆ ของคนไข้ที่เป็นถุงลมโป่งพอง มีการศึกษาชัดเจนเลยว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ แต่พอเราหายใจเอาฝุ่นเข้าไป ทุกครั้งที่เรามีอาการไอแล้วมีเสลด  มันแสดงให้เห็นว่ามันมีการอักเสบของถุงลม ปอดถูกทำลายไปเรื่อย ๆ ถึงระยะหนึ่ง เมื่อมีถุงลมที่ไม่เพียงพอ ก็จะเกิดอาการที่เขาเรียกว่าถุงลมโป่งพอง โดยที่ไม่จำเป็นต้องสูบบุหรี่เลย และมีการเปรียบเทียบชัดเจนว่าการดูดฝุ่นเข้าไป มันเทียบเท่ากับการสูบบุหรี่ ทั้งที่เราไม่ได้สูบบุหรี่ เป็นต้น 

นอกจากนั้น ในกลุ่มที่สองก็คือกลุ่มที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว เช่น ถุงลมโป่งพอง หอบหืด โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง คนกลุ่มนี้จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น บางรายหลังจากสูดฝุ่นเข้าไปไม่กี่วันแล้ว ก็จะเกิดอาการกำเริบ อาการรุนแรงมากขึ้น เป็นต้น หรือว่าถุงลมโป่งพองเดิมไม่สามารถควบคุมได้ด้วยยาปกติ ก็จะมีอาการรุนแรงจนไม่สามารถที่จะควบคุมได้อย่างปกติ ต้องมานอนที่โรงพยาบาลให้น้ำเกลือ หรือถ้ารุนแรงมากกว่าจะต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ เป็นต้น ซึ่งถ้าถึงขั้นนั้นแล้ว อัตราการตายก็จะสูงขึ้นอันนี้ คือ อันตรายที่แบบเฉียบพลัน 

ระยะกลางก็คือว่า คนปกติถ้าสูดฝุ่นไปสักระยะหนึ่ง 5 ปี 6 ปี 7 ปี ก็อาจจะลงเอยด้วยการเป็น หอบหืดเป็นกลายเป็นผู้ป่วยหอบหืดรายใหม่ กลายเป็นโรคถุงลมโป่งพอง หรือกลายเป็นโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังเป็นต้น และถ้ายาวกว่านั้น ชัดเจนว่าในฝุ่นละออง มันจะมีฝุ่นละออง เป็นคล้าย ๆ เป็นพาหะที่จะพาเอาสารก่อมะเร็ง คือเวลาที่ฝุ่นมันฟุ้งกระจายในอากาศ สารก่อมะเร็งก็จะเกาะที่ผิวของมัน เพราะฉะนั้นเหมือนกับเป็นเป็นพาหะที่จะพาพวกสารเคมีต่าง ๆ ที่เกิดจากการเผาเข้าไปในปอดของเรา ซึ่งงานวิจัยยืนยันชัดเจนว่า สารที่ว่านี้ก็คือ PAHs หรือ Polycyclic Aromatic Hydrocarbons ซึ่งสารตัวนี้ ทั่วโลกยืนยันแล้วว่าเป็นสารก่อมะเร็งได้แน่นอน  แล้วสารตัวนี้ก็เกิดจากการเผาไหม้ทั้งหลาย พวกสารอินทรีย์หรือว่าอาหารปิ้งย่าง เป็นต้น โดยสารเคมีจะเกาะที่ผิวของฝุ่น เวลาหายใจเข้าไปในระดับสารประกอบติดไปด้วยระยะยาว ก็มีข้อมูลยืนยันว่ามันทำให้เป็นโรคมะเร็งปอดได้ด้วย

หญิงมีครรภ์หรือมีการตั้งครรภ์ในช่วง 9 เดือน เมื่อเจอฝุ่นเข้าไปนะ หญิงมีครรภ์หรือแม่ หายใจเข้าไปฝุ่นก็จะเข้าไปในระบบไหลเวียนโลหิตแล้วสามารถซึมผ่านรก ไปทำอันตรายกับเด็กในท้องได้ด้วย และพบว่ามีความสัมพันธ์กับภาวะที่คลอดก่อนกำหนด หรือว่าเด็กคลอดออกมาแล้วมีน้ำหนักน้อย น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ ซึ่งในทางการแพทย์ เป็นที่ทราบกันดีเลยว่าเด็กที่คลอดก่อนกำหนดหรือว่าเด็กที่คลอดน้ำหนักน้อยกว่า 2,500 กรัม มีความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ มากมาย

ประเด็นที่น่าเป็นห่วงมันมีทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ระยะยาวก็คือทำให้เกิดมะเร็งต่าง ๆ รวมทั้งมะเร็งปอดชัดเจนมาก

ไอ จาม เลือกกำเดาไหล ดร่ามาหรือว่าผลจากฝุ่นจริง

เวลาที่เราหายใจฝุ่นเข้ามันทำให้เกิดระคายเคืองทำให้เกิดการอักเสบ ที่ชัดเจนเลย มันทำให้เส้นเลือดที่ตา โป่งออก นั้นก็คือการอักเสบจะทำให้เส้นเลือดขยายตัว ก็จะเห็นว่าตาแดง  เวลาเราหายใจเข้าไปนั้นก็จะทำให้เส้นเลือด เราขยายตัวที่โพรงจมูกเรา แล้วมันจะมีอาการคัน การอักเสบ มีอาการแสบคันด้วยและพอคัน ก็ไปเกา หรือบางรายทำให้เกิดอาการจามเกิดภาวะภูมิเเพ้ เพราะฉะนั้นเส้นเลือดที่มันขยายตัวมันก็จะเปราะง่าย พอเวลาไปขยี้มัน ก็ทำให้เลือดกำเดาไหลได้ ฝุ่นไม่ได้ทำให้เส้นเลือดแตกโดยตรง แต่เป็นทางอ้อม เป็นทางอ้อมที่ว่าคันหรือว่ามันขยายตัว แล้วอักเสบ 

การกำหนดค่าฝุ่นมาตรฐาน…มีผลไหม

ค่ามาตรฐานของประเทศไทยเรา เรากำหนดค่าเฉลี่ยรายวันของฝุ่นขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน ที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรใน  24 ชั่วโมง ในขณะที่ค่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ หรือหลาย ๆ ประเทศที่พัฒนาแล้ว เขาจะใช้ที่ 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร  ก็เลยเป็นคำถามว่าการที่เราตั้งที่มีมาตรฐานที่ 50 มันเหมาะสมหรือไม่ก็ยังไม่มีใครตอบคำถาม 

 

คน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน มีความเสี่ยงระยะยาวจริง ๆ

ข้อมูลจำนวนผู้ป่วยโดยรวมตลอดทั้งปีในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ ที่น่าจะเป็นประชาชนในกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังหากสภาพอากาศยังมีฝุ่น PM2.5 ยาวนานต่อเนื่องกันเป็นเดือนแบบนี้ 

ข้อจาก รายงานสถานการณ์โรคและภัยสุขภาพจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมกรมอนามัย เปิดเผยตัวเลขของจำนวนผู้ป่วย ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ หากดูข้อมูลย้อนย้อนหลัง 3 ปี คือปี 2559 มี จำนวนผู้ป่วย 947,328 คน ,ปี 2560 มี จำนวนผู้ป่วย  841,832 ราย ,ปี 2561 มี จำนวนผู้ป่วย 844,647 ราย โดยพบว่าจำนวนผู้ป่วยที่มากที่สุดอยู่ในช่วงอายุ 15-59 ปี

โดยพบว่า 3 จังหวัดที่มีผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจสูงสุด คือ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง

จำนวนผู้ป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามคุณภาพอากาศ

ถ้าเราดูตอนแรก เราจะพบลักษณะที่มันตรงข้าม ว่าข้อมูลรวมของผู้ป่วยลดลง ในขณะที่คุณภาพอากาศลดลงเรื่อย ๆ บางคนก็จะบอกว่า ฝุุ่นไม่น่าจะทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ จึงต้องเข้าใจใหม่ว่า อย่างหนึ่งว่าข้อมูลที่เขารวบรวมมา เป็นผู้ป่วยรวมโรคระบบทางเดินหายใจ ในแต่ละปี ซึ่งระบบทางเดินหายใจมันกว้างมาก อาจจะเป็นโรคติดเชื้อ เป็นถุงลมโป่งพอง เป็นหอบหืด เป็นไวรัส  เป็นไข้หวัด ฉะนั้นถ้าเราดูตัวเลขรวมยังบอกอะไรไม่ได้ อย่าลืม ว่าฝุ่นที่ทำให้เกิดอาการแบบเฉียบพลัน ในคนไข้ที่สุขภาพดี ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นแค่อาการระคายเคือง คัดจมูก คนไข้เหล่านี้ ไม่มาโรงพยาบาลหรอกเพราะฉะนั้นคนไข้เหล่านี้ ก็จะไม่มาปรากฏ 

ตัวเลขเหล่านี้เป็นตัวเลขที่ปรากฏที่โรงพยาบาลรัฐ  เป็นคนไข้ที่มีอาการหนักแล้วเท่านั้นซึ่งอาการหนัก จะมีอาการหนักถึงขั้นเป็นถุงลมโป่งพอง เป็นหอบหืด มันต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง 3 ปี 5 ปี เพราะฉะนั้นการที่ฝุ่นสูงปีนี้ ตัวเลขอาจจะยังไม่ขึ้นแต่ในอนาคตไม่แน่เพราะว่าคนไข้พอสะสมไปเรื่อย ๆ อีก 3 ปีข้างหน้า ตัวเลขก็อาจจะเพิ่มขึ้นก็ได้ มันเป็นผลระยะกลาง ระยะยาว เพราะฉะนั้นมันต้องใช้เวลาสะสม


ขณะที่ ศ. ดร.นพ.พงศ์เทพ วิวรรธนะเดช ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่

ได้ทำวิจัยซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกรมอนามัย  โดยนำข้อมูลย้อนหลักมาวิเคราะห์เพื่อที่จะหา ระดับมาตรฐานที่เหมาะสมกับคนไทย ว่าควรเป็นอย่างไร ซึ่งได้ใช้ข้อมูลการป่วย การตาย ด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับฝุ่น โดยเอางานวิจัยทั่วโลกที่เคยทำมาแล้ว ว่ามีโรคอะไรบ้างที่สัมพันธ์กับฝุ่น ก็จะมีโรคระบบทางเดินหายใจ ระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคระบบสมอง โรคตา คืออาการตาอักเสบ  โรคผิวหนัง เราข้อมูลของประเทศไทยเรา ย้อนหลัง 7 ปีระหว่างปี 2553 ถึง 2559 จากพื้นที่ 14 จังหวัดของประเทศไทย ที่ใช้ 14 จังหวัด เพราะว่าในขณะนั้น เรามีเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศที่ติดตั้งโดยกรมควบคุมมลพิษแค่ 14 จังหวัด ไม่รวมกรุงเทพฯ ซึ่งพบข้อมูลการป่วยและการตายด้วยโรคเหล่านี้รายวัน ตั้งแต่ปี 2553 ถึง 2559 ควบคู่กับจุดที่ได้จากการตรวจวัดฝุ่นของกรมควบคุมมลพิษทั้ง 14 จังหวัด และเราก็มาเข้าแบบจำลองมาใช้วิเคราะห์ทางสถิติแล้วก็กำหนดว่าที่ระดับต่าง ๆ กันของค่าฝุ่น จะทำให้เกิดการตาย การป่วย อย่างไรบ้าง จนในที่สุดเราก็ได้คำตอบออกมาว่า สำหรับฝุ่น 2.5  ถ้าเกิดเราต้องการป้องกันการตายเพียงแค่ร้อยละ 50 จากที่เดิมถ้าเราไม่ทำอะไร จะเกิดการตาย 100% ถ้าเราต้องการไม่ให้มีการตายให้น้อยลองให้เหลือแค่ 50% จากการที่เราทำแบบจำลองแล้วพบว่าระดับของ PM 2.5 จะต้องอยู่ที่ระดับ 21.25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

หรือถ้าเราต้องการป้องกันการป่วยมันก็จะสูงกว่า คือร้อยละ 50 นี้ก็คือ 26.9 3 หรือพูดง่าย ๆ ก็ประมาณ 27

ซึ่งปรากฏว่าตัวเลขนี้ใกล้เคียงกับที่องค์การอนามัยโลกแนะนำไว้คือ 35 เป็นข้อสรุปว่าการที่เรากำหนดไว้ที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และยังเป็นระดับที่ไม่เหมาะสม การป่วยการตาย ก็ยังเยอะอยู่อาจจะอยู่ที่ 80 – 90 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นถ้าเราต้องการเพื่อป้องกันการเกิดการตายให้เหลือแค่ 50%  เราควรจะต้องใช้ค่าที่กำหนดโดยประกาศขององค์การอนามัยโล กซึ่งอย่างที่เป็นที่ทราบ ว่ามันไม่ระดับที่ปลอดภัยเลย ระดับที่ปลอดภัยคือไม่ทำให้เกิดการป่วยและการตายจะต้องเป็น 0 ซึ่งเป็นไปไม่ได้ทุกๆ ระดับที่ทำให้เกิดการป่วยการตายที่พอจะยอมรับได้ ก็คือป้องกันการเกิดการตายได้ประมาณ 50% พูดง่ายๆถ้าเราจะยึดค่าที่กำหนดโดยประกาศในโลก ก็ควรจะใช้ค่าที่ 35

ทำไมถึงต้องวัดฝุ่น PM.2.5

สมัยก่อนการวัดฝุ่นขนาดPM 2.5 วัดยากมาก เครื่องมือราคาเเพง เพราะฉะนั้นเขาก็พูดแต่ PM.10 เพราะการวัด PM10 มันรวมฝุ่น PM. 2.5 อยู่แล้ว เพราะว่ามันเล็กกว่า PM10 แต่อันตราย  แต่ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยขึ้นเรื่อยๆ ราคาถูกลงเรื่อยๆ ข้อมูลการศึกษาอันตรายของขนาดฝุ่น PM2.5 ออกมามากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดเขาพิสูจน์แล้วว่าจริงๆแล้ว ฝุ่นที่อันตรายคือฝุ่นขนาดเล็กกว่า 2.5 เพราะฉั้นอีกหน่อยก็จะไม่พูดถึงแล้วฝุ่น PM.10 ในอเมริกาเขาไม่พูดถึงเเล้ว PM.10 ในอนาคตก็ไม่เเน่ เขาอาจจะเลิกใช้เเล้วก็ได้ PM2.5 เขาจะพูดถึง PM.0.1 ซึ่งต้องใช้เวลา

 ABOUT THE AUTHOR

กองบรรณาธิการเว็บไซต์ citizenthaipbs.net ดูแล เรียบเรียง และรวบรวมเนื้อหาจากนักข่าวพลเมือง