ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 : “สถานพยาบาล” กับมาตรการ “ควบคุมโรคระบาด”

ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 : “สถานพยาบาล” กับมาตรการ “ควบคุมโรคระบาด”

เร็วเหมือนเนรมิตได้ สำหรับการก่อสร้างโรงพยาบาลพิเศษ 2 แห่ง เพื่อรองรับผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (2019-nCoV) ในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ยทางตอนกลางของจีนซึ่งเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสดังกล่าวโดยเฉพาะ ตั้งเป้าให้เสร็จใน 10 วัน ซึ่งถึงวันนี้เริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้วคาดพร้อมใช้งาน 5 ก.พ.นี้

หลังทางการจีนยืนยันอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 31 ธ.ค.2562 ปัจจุบันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่มียอดผู้ติดเชื้อพุ่งทะยานสูงถึงกว่า 14,000 คน ใน 20 ประเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 305 คน แต่ก็มีผู้มีอาการดีขึ้น 340 คน (ข้อมูลของ Johns Hopkins CSSE – 2 ม.ค. 2563)

ส่วนความรุนแรงของโรค ล่าสุดองค์การอนามัยโลก (WHO) ก็ได้ประกาศให้การระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ในขณะนี้เป็น “ความฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ” เพราะพบผู้ติดเชื้อในประเทศอื่นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และยังมีข้อมูลยืนยันทางวิชาการที่เป็นที่รับรู้กันคือไวรัสนี้ “สามารถติดต่อจากคนสู่คน”

ในประเทศไทยเอง เมื่อวันที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมา ปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้ออกมาแถลงข่าวยืนยันแล้วว่า พบผู้ป่วยไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นคนขับแท็กซี่ 1 คน ถือเป็นคนไทยคนแรกที่ป่วยในไทยที่ติดเชื้อจากคนสู่คน

ถึงวันนี้ มาตรการการรับมือกับการระบาดของโรค อย่างมาตราการในตรวจคัดกรอง เฝ้าระวัง และป้องกันในประเทศไทยคงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดถึงกันอย่างเข้มข้น ทั้งบุคคลกลุ่มเสี่ยงและพื้นที่เสียงต่างถูกจับตา ขณะสถานบริการทางการแพทย์ก็ต้องเตรียมตัวในการตั้งรับ

นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ สถาบันบำราศนราดูร กรมควบคุมโรค

ทีมข่าวพลเมือง พูดคุยกับ นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ สถาบันบำราศนราดูร กรมควบคุมโรค ถึงการเตรียมรับมือและควบคุมโรคอุบัติใหม่ อย่างไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ในฐานะสถานพยาบาลที่ดูแลเรื่องโรคติดเชื้อเป็นหลักมาตั้งแต่ปี 2502 และมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง

จากประสบการณ์ของหน่วยแพทย์ ในการรับมือกับโรคติดเชื้ออันตราย โดยเฉพาะโรคทางเดินหายใจ อย่างโรคเมอร์ส ซาร์ส และอีโบลา จนถึงการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนารอบล่าสุด ตั้งแต่ที่เริ่มพบผู้ติดเชื้อชาวจีนรายแรกในประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 ม.ค.ที่ผ่านมา และมีผู้ที่ผ่านการรักษาจากสถาบันบำราศนราดูร สามารถเดินทางกลับบ้านแล้ว 7 คน

 

00000

 

CL หวัดแบบไหนคือติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019

 

CL โรงพยาบาลกับการรับมือไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

 

CL “หน้ากากอนามัย” ใส่แบบไหนให้ถูกวิธี

00000

 

Q: ปัจจุบันที่สถาบันบำราศนราดูร มีการดูแลผู้ป่วยด้วยโรคจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 อยู่เท่าไหร่?

เยอะครับ หลายสิบรายที่รวมทั้งกรณีที่สงสัย ส่วนที่ยืนยันแล้วก็ประมาณเกือบ 10 ราย ทุกเคสในตอนนี้อาการดีขึ้น บางรายก็สามารถกลับบ้านได้ และมีบางส่วนที่ต้องนอนโรงพยาบาลอยู่

ทางโรงพยาบาลจะมีหอผู้ป่วยที่เป็นห้องเดี่ยวสำหรับดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ทั้งชั้นเลย โดยเราจะมีทั้งในระดับที่เป็นห้องแยกโรคความดันลบ ห้องแยกโรคที่เป็นห้องเดี่ยวธรรมดา หรือหากในกรณีที่มีการระบาดเราก็ได้เตรียมห้องที่เป็นห้องรวมเอาไว้ แต่ว่าจะเป็นเฉพาะคนไข้ที่ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อแล้วเท่านั้นที่จะมาอยู่รวมกันได้ เราจะไม่เอาคนไข้ที่สงสัยเข้าไปอยู่ปนกับคนไข้ที่ยืนยันแล้ว

Q: สถาบันบำราศนราดูร รับมือผู้ป่วยในสถานการณ์การแพร่กระจายของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (2019-nCoV) ปัจจุบันอย่างไร?

ตอนนี้เราก็เน้นย้ำตั้งแต่คนไข้เข้ามาในโรงพยาบาลจะต้องมีจุดคัดกรองที่ด้านหน้าโรงพยาบาล จะต้องมีการซักประวัติคนไข้ มีการติดโปสเตอร์เตือนคนไข้ว่า ถ้าคุณมีอาการดังต่อไปนี้ ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่เราก็จะมีคำถามที่จะถามคนไข้

ถ้ามีข้อสงสัยหรือคนไข้เข้าข่ายว่าจะมีอาการที่เข้าได้กับการติดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 เราก็ต้องมีการคัดแยกคนไข้ออกไป ไม่ให้เข้ามาปะปนกับคนไข้อื่นๆ ที่อยู่ในโรงพยาบาล เนื่องจากคนไข้ที่เข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาลจะเป็นคนไข้สูงอายุ คนไข้ที่เจ็บป่วย ภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง เพราะฉะนั้นเขามีโอกาสที่จะได้รับเชื้อจากเชื้อไวรัสสายพันธ์ใหม่ได้ง่ายกว่าคนที่แข็งแรง เราจึงคัดแยกคนที่สงสัยนี้ออกไป แล้วก็ไปยังห้องตรวจ

ในส่วนของห้องตรวจเราก็จะแยกจากห้องตรวจคนไข้นอกทั่วไปเหมือนกัน เพื่อไม่ให้มาปะปนกัน โดยจะเป็นห้องตรวจไข้หวัดโดยเฉพาะ ยิ่งในช่วงนี้มีคนไข้มาตรวจเยอะมาก เราก็จะให้บริการการตรวจเป็น One stop service คือ คนไข้สามารถตรวจที่ OPD (ผู้ป่วยนอก) ไข้หวัด แล้วสามารถที่จะรับยา ณ จุดนั้นได้เลย ไม่จำเป็นต้องมารับยาที่ห้องยาภายในตัวโรงพยาบาล อันนี้ก็เป็นอีกบริการหนึ่งเพื่อลดการปนเบื้อนของคนไข้ที่จะมาสัมผัสกับบุคคลอื่น ๆ ภายในโรงพยาบาล

หลังจากนั้น ถ้ามีคนไข้ที่จำเป็นจะต้องนอนโรงพยาบาล เราก็จะมีห้องแยกต่างหากให้ หากคนไข้มีอาการรุนแรงหรือจำเป็นต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ เราก็จะมีห้องแยกโรค ที่เรียกว่าเป็นห้อง Negative Pressure หรือห้องแยกโรคความดันลบที่จะกันการแพร่กระจายเชื้อออกมา (จะใช้กับห้องที่เกี่ยวข้องกับเชื้อโรคหรือสารเคมีอันตรายที่จำเป็นต้องป้องกันไม่ให้แพร่ระบาดออกไปภายนอก ห้องคลีนรูมชนิดนี้จะสร้างความดันภายในห้องให้เป็น Negative คือ ความดันภายในห้องต่ำกว่าห้องข้างเคียง)

แต่ถ้าคนไข้อาการไม่รุนแรงทั่วไป เราก็จะไว้ในห้องเดี่ยว จัดห้องเฉพาะให้คนไข้ โดยที่ห้องนี้จะไม่ปนเปื้อน ไม่มีคนไข้อื่นนอนอยู่ในห้องเดียวกัน แล้วก็จัดหอผู้ป่วยแยกต่างหากจากหอผู้ป่วยอื่น ๆ นี่ก็เป็นการลดโอกาสที่จะมีการแพร่กระจายเชื้อไปสู่บุคคลากร ญาติ และบุคคลอื่น

ส่วนในแง่ของบุคคลากร เราก็จะมีการเตรียมความพร้อม มีการฝึกการใส่อุปกรณ์ป้องกันร่างกาย แล้วก็ทางโรงพยาบาลก็มีการเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ให้พร้อม ไม่ว่าจะเป็นหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากที่เป็นระดับ N95 เสื้อกาวน์ ถุงมือ และอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อให้กับบุคคลากรใช้ในการดูแลผู้ป่วย

Q: นี่คือรูปแบบที่โรงพยาบาลอื่น ๆ สามารถนำไปเป็นตัวแบบได้?

สามารถนำไปเป็นตัวแบบในการปฏิบัติครับ เพราะตอนนี้กระทรวงสาธารณะสุขเองก็เน้นย้ำในเรื่องของการคัดกรองการดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อ หรือสงสัยว่าติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้

Q: มีการพูดว่าโรงพยาบาลอาจเป็นแหล่งในการแพร่กระจายเชื้อโรคได้ ตรงนี้มีปัจจัยจากอะไร?

เนื่องจากว่าโรงพยาบาลเป็นแหล่งรวมของผู้ป่วยที่ติดเชื้อ และผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง จึงมีโอกาสที่เชื้อจะแพร่กระจายสู่คนอื่นได้ เพราะฉะนั้นจึงมีหลักการและมาตราฐานในการดูแลอย่างที่บอกไป บุคคลากรทางการแพทย์ทุกคนก็ต้องตระหนักในเรื่องของการป้องกันดูแลตัวเองและบุคคลอื่น ๆ ต่อการติดเชื้อจากผู้ป่วย นี่เป็นหลักมาตรฐานทั่วไปในการที่จะดูแลคนไข้ ยิ่งในช่วงนี้ที่เรารู้ว่าเรากำลังดิวกับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ซึ่งสามารถแพร่กระจายเชื้อได้จากฝอยระอองการไอ การจาม เพราะฉะนั้นคนไข้ที่เข้ามาเราก็จะต้องรู้ว่าเราจะต้องป้องกันอย่างไรให้ถูกวิธีกับเชื้อชนิดนั้น ๆ

Q: ในกรณีของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 เราสามารถ “รักษาผู้ป่วยให้หาย” จนสามารถส่งผู้ป่วยกลับได้แล้ว?

ตัวไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ในปัจจุบันยังไม่มียารักษาจำเพาะต้องแจ้งอย่างนี้ก่อน เป็นการรักษาประคับประคอง คนไข้ส่วนใหญ่ที่ติดนั้นต้องบอกว่าเชื้อไวรัสตัวนี้ติดง่าย ติดคล้ายไข้หวัด ทางละอองการไอ การจาม แต่ความรุนแรงของโรคไม่เหมือนกับซาร์สหรือเมอร์ส เพราะอันนั้นในคนอายุน้อยติดเชื้อก็มีโอกาสเสียชีวิตได้สูง 30-40 เปอร์เซ็นต์ แต่โรคไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้ติดง่ายก็จริงเหมือนไข้หวัดทั่วไป แต่อัตราความรุนแรงหรือการเสียชีวิตต่ำกว่า อาจจะสูงกว่าไข้หวัดใหญ่เล็กน้อย ประมาณ 2-3 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นไม่ต้องตื่นตระหนก

การดูแลรักษาของแพทย์ก็จะรักษาประคับประคอง ดูแล และหากเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่นมีการติดเชื้อแบคทีเรีย คุณหมอก็จะมีการให้ยาปฏิชีวนะเสริมเพื่อลดภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นให้กับคนไข้

Q: การตรวจแล้วไม่เจอเชื้อไวรัส ต้องตรวจกันหลาย ๆ ครั้ง หรือเรื่องความคลาดเคลื่อนของผลตรวจเกิดจากอะไร?

ทุกโรงพยาบาลมีโอกาสที่จะตรวจไม่พบเชื้อได้ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น คนไข้ต้องให้ความร่วมมือในการตรวจ ท่าในการตรวจก็สำคัญ ส่วนบุคคลกรทางการแพทย์ที่ทำหน้าที่ในการตรวจก็ต้องผ่านการอบรมในการในการตรวจโรค หรือในกรณีคนไข้ที่มีอาการปอดอักเสบต้องไปเก็บในตำแหน่งที่มีเสมหะอยู่ในปอด ไม่ใช่ตำแหน่งที่จมูก เทคนิคในการตรวจต่างๆ ต้องมีการอบรม ไปจนถึงเรื่องหลอดที่ใช้ในการใส่ต้องมีคุณภาพ และการขนส่งระหว่างทางเหล่านี้ก็มีส่วนเกี่ยวข้อง

ตอนนี้เราใช้วิธีที่เป็น PCR (Polymerase Chain Reaction) แต่ในอีก 1 – 2 สัปดาห์นี้เราก็จะมีการตรวจด้วยวิธีที่เร็ว ได้ผลเร็วขึ้น ซึ่งตรงนี้ทางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กำลังกำเนินการตรวจสอบเพื่อรับรองให้การตรวจหาเชื้อเหล่านี้ผ่าน เพื่อนำมาใช้

Q: หลังกระแสข่าวว่าประเทศไทยเรามีการติดต่อจากคนสู่คนเกิดขึ้นแล้ว มีข้อแนะนำสำหรับประชาชนทั่วไปอย่างไร?

หลักๆ อย่างแรก ถ้าเรามีอาการไม่สบาย มีอาการไข้หวัด มีน้ำมูก ก็ควรป้องกันไม่ให้มีการแพร่กระจายไปสู่บุคคลอื่น ถ้าเราต้องออกไปข้างนอก ก็แนะนำให้สวมใส่หน้ากากอนามัยเพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อสำหรับคนที่มีอาการ ส่วนคนที่ไม่มีอาการก็ควรจะหลีกเลี่ยงที่จะไม่ไปในที่ชุมชนแออัด และควรจะอยู่ห่างบุคคลที่มีอาการหรือสงสัยว่าจะเป็นไข้หวัด เพื่อลดการติดเชื้อ

สำหรับเรื่องการสวมใส่หน้ากากอนามัย จะเห็นเยอะมากว่าทุกคนจะนึกถึงการใส่หน้ากากอนามัย แต่จริง ๆ แล้วนอกจากการใส่หน้ากากอนามัยยังต้องเน้นในเรื่องของการล้างมือ หากเราคิดว่ามือของเราไม่ปนเปื้อน ไม่เลอะมาก เราอาจใช้แอลกอฮอล์เจลล้างมือบ่อย ๆ แต่ถ้าเราคิดว่ามือของเราสกปรกมาก ให้ล้างด้วยน้ำกับสบู่ให้สะอาดก็เพียงพอ ลดการที่จะไปจับปาก จับจมูก จับตา อันนี้จะลดการติดเชื้อได้

การใส่หน้ากากอนามัยต้องใส่ให้ถูกต้อง จะเห็นบ่อยมากนะครับว่าใส่แล้วแต่ใส่ไม่ถูกต้อง ซึ่งจะทำให้การป้องกันการติดเชื้อ หรือป้องกันการแพร่กระจายเชื้อประสิทธิภาพลดลง

การใส่หน้ากากอนามัยแบบเกี่ยวหู ชั้นในสีขาวจะเป็นการลดการละคายเคืองจากการสัมผัสกับผิวเรา ชั้นกลางจะเป็นแผ่นกรอง ส่วนชั้นนอกจะมีลักษณะมันวาว เพื่อลดการซึมผ่านของสารคัดหลั่งต่าง ๆ เพราะฉะนั้นเวลาใส่ เราจะต้องกางแผ่นหน้ากากออกให้เต็มที่ แล้วใส่เกี่ยวหูสองข้างขึ้นไป และจะเห็นว่าด้านบนจะมีแผ่นเหล็กบาง ๆ อยู่ จะต้องรีดให้แนบกับจมูกเสมอ และข้างล่างเราต้องกางออกให้คลุมใต้คางเพื่อลดฝอยละอองจากการไอจามเล็ดลอดออกมา

และที่สำคัญที่เจอบ่อยมากคือเวลาใส่เสร็จแล้วชอบขยับ ไปจับด้านหน้า อันนี้ไม่แนะนำเลยนะครับ เพราะการจับจะทำให้เกิดการปนเปื้อนที่มือ แล้วเราจะเพลอไปจับอวัยวะต่าง ๆ และเกิดการติดเชื้อได้ เพราะฉะนั้นใส่หน้ากากอนามัยแล้วไม่แนะนำให้เอามือมาสัมผัสกับบริเวณด้านหน้าของหน้ากากอนามัยโดยเด็ดขาด หรือหากเผลอไปจับแล้ว แนะนำให้ล้างมือหรือใช้แอลกอฮอล์เจล หรือหากคิดว่าหน้ากากสกปรก ให้ทิ้งแล้วเปลี่ยนชิ้นใหม่

เมื่อใช้แล้วก็ต้องทิ้งลงในภาชนะที่มิดชิด แล้วปิดปากถุงให้เรียบร้อยก่อนทิ้ง

Q: สำหรับประชาชนทั่วไป การป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อและป้องกันการแพร่กระจายต่อ แค่หน้ากากกับการล้างมือก็พอแล้ว?

ใช่ครับ หรืออาจใช้เป็นหน้ากากอนามัยชนิดผ้าก็สามารถลดโอกาสการปนเปื้อนได้เหมือนกัน แต่ถ้าเทียบกับหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ ประสิทธิภาพอาจรองลงมา แต่ก็สามารถใช้ได้ เพราะถ้าทุกคนใช้หน้ากากอนามัยแบบนี้ทุกวัน วันละ 1-2 ชิ้นทุกคน ก็เป็น 10 ล้านชิ้นต่อวัน ก็จะเป้นไปไม่ได้ที่เราจะผลิตออกมาได้เยอะขนาดนั้นหรือด้านหนึ่งขยะก็จะเยอะมาก ก็ถ้าคนที่แข็งแรงอาจเลือกเป็นหน้ากากอนามัยชนิดผ้าก่อนก็พอใช้ได้ แต่สำหรับคนที่ไม่สบายแล้วแนะนำให้ใช้หน้ากากอนามัยทางการแพทย์

Q: ติดเชื้อหรือไม่ติดเชื้อ อาการที่เราจะสังเกตคนรอบตัวได้ คืออะไร?

อาการของการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 อาการแยกค่อนข้างยากกับการติดเชื้อไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ทั่ว ๆ ไป เพราะคนไข้จะมีอาการไข้ ซึ่งหลาย ๆ คนจะเข้าใจว่าไข้ต้องสูง หนัก ซึ่งอาจไม่จำเป็นเสมอไป อาจเป็นไข้ต่ำ ๆ 37.5 – 37.6 องศาเซลเซียส ไม่จำเป็นต้อง 39 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการไอ จาม เจ็บคอ มีน้ำมูก หรือในบางรายที่เชื้อไวรัสลงมาที่ระบบทางเดินหายใจส่วนล่างก็อาจมีอาการหายใจขัด เจ็บหน้าอก หอบเหนื่อย ลักษณะพวกนี้หากสงสัยก็ต้องเข้ามาให้แพทย์ทำการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุ

จริง ๆ แล้วสาเหตุที่เราเจอมากตอนนี้จะเป็นพวกไข้หวัดใหญ่ และไข้หวัดที่เป็นจากไวรัสอื่น ๆ มากกว่าตัวโคโลนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่เสียอีก เพราะฉะนั้นก็ต้องเขามาให้แพทย์ซักประวัติ ตรวจร่างกาย และวินิจฉัยเพื่อที่จะได้รับการรักษาที่ถูกต้อง

Q: หากพบว่าญาติมีอาการประมาณนี้ต้องทำตัวอย่างไร?

ต้องสังเกตอาการ ถ้ากรณีผู้ป่วยอยู่ที่บ้านก็ควรอยู่ในห้องแยก ไม่รวมปะปนกับผู้อื่น เป็นห้องเดี่ยวนอนห้องแยกไป การกินอาหารก็ควรต้องแยก ใช้ช้อนกลาง ญาติที่อยู่ในบ้านก็ควรต้องสังเกตอาการตัวเอง 14 วัน ว่ามีอาการผิดปกติไหม ถ้ามีอาการไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัว หรืออาการที่ต้องสงสัยก็ควรต้องมาพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มติม เพราะระยะฟักตัวประมาณ 14 วัน หลังจากนั้นก็จะปลอดภัย

Q: สำหรับปฎิบัติตัวของญาติผู้ป่วยที่อยู่ในสถานพยาบาล เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อต้องทำอย่างไร?

โดยปกติเราจะแนะนำว่าควรมีลิมิต หรือลดการเข้าเยี่ยมให้น้อยที่สุด เมื่อเกิดการป่วยขึ้น เพื่อลดโอกาสการสัมผัส แม้กระทั่งบุคลากรเอง เราก็จะเข้าไปวัดความดัน วัดชีพจรตามระยะเวลาที่กำหนด เท่าที่จำเป็น เพื่อลดโอกาสการแพร่กระจายเชื้อของคนไข้สู่ญาติและบุคลากรทางการแพทย์

ในกรณีที่ต้องเข้าไปเยี่ยมเอง ก็ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และพยาบาลอย่างเคร่งครัด ต้องมีการใส่อุปกรณ์ป้องกันร่างกายในกรณีที่ต้องดูแลใกล้ชิด

Q: แนวโน้มการระบาดของโรคตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?

เนื่องจากเราทราบกันดีว่ากระทรวงสาธารณะสุขก็ได้ประกาศแล้วว่ามีผู้ป่วย มีเคสคนไข้ที่มีการติดเชื้อจากคนสู่คนภายในประเทศ ก่อนหน้านี้เราเป็นเคสที่รับเข้ามา เป็นเคสอิมพอร์ตมาจากประเทศจีน ตอนนี้มีการระบาดภายในประเทศ ก็ต้องมีการเฝ้าระวังมากขึ้น เพื่อที่จะมีการตัดตอนไม่ให้มีการระบาดเป็นวงกว้าง นี่ก็เป็นสิ่งที่บุคคลากรทางการแพทย์พยายามทำอยู่ในปัจจุบัน เพื่อลดหรือชะลอการระบาดสู่ประชาชนในวงกว้างให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

Q: เป็นแล้วหาย หายแล้วกลับมาเป็นใหม่ได้ไหม?

เป็นแล้วหายได้ครับ เพียงแต่ว่าต้องระวังภาวะแทรกซ่อน เพราะช่วงที่เป็นภูมิคุ้มกันของคนไข้จะอ่อนลง เพราะฉะนั้นเราก็จะแนะนำว่าคนไข้ต้องพักผ่อนให้เต็มที่ เชื้อไวรัสเนี่ยภูมิในร่างกายเราจะค่อย ๆ ไปทำลายมัน แล้วคนไข้จะหายได้ด้วยตัวเอง อาการก็จะดีขึ้นได้ ส่วนถามว่ามีโอกาสกลับไปเป็นซ้ำไหม เนื่องจากไวรัสนี้เพิ่งเกิดขึ้นมาได้เดือนกว่า ๆ นี่เอง ก็ยังรอข้อมูลอยู่ แต่ก็มีโอกาสเป็นซ้ำได้ อย่างไข้หวัดใหญ่เอง หลังจากที่เราเป็นไข้หวัดใหญ่แล้วเราก็ยังมีโอกาสที่จะติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ซ้ำได้

ตอนนี้แนะนำว่าต้องระวัง แต่ยังไงก็ต้องรอข้อมูลเพิ่มเติมในทางการแพทย์ ว่าระยะฟักตัว ระยะการติดเชื้อซ้ำจะยาวนานมากน้อยแค่ไหน

 ABOUT THE AUTHOR

กองบรรณาธิการเว็บไซต์ citizenthaipbs.net ดูแล เรียบเรียง และรวบรวมเนื้อหาจากนักข่าวพลเมือง