ภาคีวัฒนธรรมร่วมเสนอยุทธศาสตร์รวมพลังวัฒนธรรมพลิกวิกฤต

ภาคีวัฒนธรรมร่วมเสนอยุทธศาสตร์รวมพลังวัฒนธรรมพลิกวิกฤต

ภาคีวัฒนธรรมร่วมเสนอยุทธศาสตร์รวมพลังวัฒนธรรมพลิกวิกฤต เสนอรัฐเร่งช่วยเหลือศิลปิน ฟื้นฟูงานศิลปะวัฒนธรรม สร้างความร่วมมือกับเอกชนและภาคส่วนต่างๆ เปิดเทศกาลวัฒนธรรม

สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นำโดยสถาบันรามจิตติ ร่วมกับสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล และเครือข่ายภาคีทางวัฒนธรรมร่วมจัดเวทีเสวนาเชิงยุทธศาสตร์ทางวัฒนธรรม ภายใต้โครงการ “วัฒนธรรมไทยในกระแสการเปลี่ยนแปลง จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)” เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ และให้ข้อเสนอแนะเพื่อนำไปพัฒนาแนวทางนโยบายและกรอบยุทธศาสตร์ในการพัฒนากลไกการบริหารจัดการงานศิลปวัฒนธรรมของภาครัฐ ให้รองรับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมหลังช่วงวิกฤตโรคระบาดในปัจจุบัน

โดยมี ดร.จุฬากรณ์ มาเสถียรวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ หัวหน้าโครงการวิจัย ร่วมด้วย ดร.นันธิดา จันทรางศุ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย และ ดร.สกาวรุ้ง สายบุญมี นักวิชาการอิสระ เป็นผู้ดำเนินรายการเสวนา มีภาคีเครือข่ายภาควัฒนธรรม ทั้งภาควิชาการด้านภาษาและวัฒนธรรม การละครและดนตรี ศิลปกรรมศาสตร์ นิเทศศาสตร์ และวิชาชีพศิลปะการแสดง อุปนายกสมาคมอุปรากรจีน ศิลปินลิเก นักประพันธ์ดนตรี ประกอบภาพยนตร์-ละครโทรทัศน์ กวี นักเขียน สื่อ บรรณาธิการข่าวสถานีโทรทัศน์ ผู้ประกอบการธุรกิจจากภาคเอกชน ผู้จัดงานเทศกาลดนตรี ผู้จัดงานคอนเสิร์ตดนตรีกลุ่มชาติพันธุ์ งานนิทรรศการ และพิพิธภัณฑ์ ร่วมประชุมเสวนาดังกล่าว

ในเวทีดังกล่าว โดยดร.จุฬากรณ์ มาเสถียรวงศ์ และคณะวิจัย ได้เปิดประเด็นเสวนาโดยนำเสนอภาพรวมความเคลื่อนไหวของงานศึกษาวิจัย ซึ่งชี้ถึงผลกระทบของสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) กับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม โดยหลายประเทศได้ปรับตัวในการใช้ชีวิตในวิถีปกติใหม่ และยังพบนโยบายและยุทธศาสตร์ทางวัฒนธรรมเพื่อฟื้นฟูภาควัฒนธรรมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ เช่น การให้ทุนเงินสนับสนุนเพื่อการฟื้นฟูเยียวยา จนถึงการส่งเสริมการใช้ดิจิตอลเพื่อสร้างแพล็ตฟอร์มการเรียนรู้และเข้าถึงวัฒนธรรมในวิถีปกติใหม่ และการพัฒนานิเวศวัฒนธรรมใหม่ท่ามกลางสถานการณ์ความท้าทายจากโรคระบาดและความไม่แน่นอนในอนาคต

ในการนี้ผู้เข้าร่วมเสวนาได้แลกเปลี่ยนสะท้อนให้เห็นผลกระทบของภาควัฒนธรรมในประเทศไทยอันเนื่องมาจากสถานการณ์โควิด-19 เช่น ซึ่งทั้งนักวิชาการ นายกสมาคมอุปรากรจีน ศิลปินลิเก ภาคเอกชนและกลุ่มออร์แกนไนซ์เซอร์ที่จัดงานมหกรรมศิลปะ วัฒนธรรมและเทศกาลต่าง ๆ ชี้ถึงผลกระทบร่วมว่าคือภาวะหยุดชะงักของการจ้างงานและปิดการแสดง หลายกลุ่มต้องปรับตัวเพื่อการอยู่รอดในท่ามกลางสถานการณ์วิกฤต เช่น แสดงลิเกออนไลน์คล้องพวงมาลัยไร้สาย ปิดการแสดงไปประกอบอาชีพแม่ค้าขายอาหารหรือขายของ ไปจนถึงกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องใช้ศักยภาพการปรับตัวผ่านเครื่องมือและแพล็ตฟอร์มดิจิตอล ดังที่ ดร.สุรัตน์ จงดา ผู้ช่วยอธิการบดี สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ หัวหน้าคณะ “ไก่แก้วการละคร” กล่าวว่า “…โควิดสร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ตั้งแต่พฤษภา-มิถุนา จนต้องเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น หรือหันมาขายอาหารกันหมด ภาครัฐก็มีส่งเสริม แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องการเข้าถึงแหล่งทุน…”

ทั้งนี้ หลายฝ่ายเห็นว่า วิกฤตจากโควิด-19 ส่งผลกระทบบหลายภาคส่วน อย่างไรก็ตามผู้ร่วมเสวนาเห็นว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งทางวัฒนธรรมอยู่หลายด้าน ซึ่งยังมองโอกาสที่จะใช้งานทางวัฒนธรรมสร้างความเข้มแข็งและรายได้ให้กับประเทศแต่ต้องรีบเร่งยุทธศาสตร์สร้างการฟื้นตัวทางวัฒนธรรม โดยหลายฝ่ายได้ร่วมนำเสนอทางออกโดยการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทางวัฒนธรรมเป็นพลังฝ่าวิกฤตดังกล่าว โดยเฉพาอย่างยิ่ง ข้อเสนอต่อกระทรวงวัฒนธรรม

  • ในการเร่งดำเนินนโยบายและยุทธศาสตร์ฟื้นฟูเยียวยาศิลปิน และภาคคนทางทำงานวัฒนธรรมทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง อาทิ งบช่วยเหลือฟื้นฟู ไปจนถึงความร่วมมือกับภาคเอกชนจัดงานแสดงทางศิลปะ วัฒนธรรม ทั้งในระดับประเทศและท้องถิ่น ให้กระจายในพื้นที่ต่าง ๆ (ภายใต้ความปลอดภัยและวัฒนธรรมสุขภาพวิถีใหม่)
  • การรวมพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการและภาคปฏิบัติการทางวัฒนธรรมในการขับเคลื่อนงาน ผ่านการสร้างแพล็ตฟอร์มวัฒนธรรมในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งดิจิตตอลแพล็ตฟอร์มไปจนถึงงานแพล็ตฟอร์มเครือข่าย ควรมี “หน่วยประสาน” หรือผู้เป็น “สื่อกลางทางวัฒนธรรม” ให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างคน-ความรู้-“ของ”/ผลงาน ให้ชุมชนใช้วัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นทุนทางสังคมที่สามารถ ฟื้นฟูงานวัฒนธรรมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้กับประเทศ
  • ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “พื้นที่ทางวัฒนธรรม”  พื้นที่สร้างสรรค์ทางวัฒนธรรม พื้นที่สาธารณะทางวัฒนธรรม (Cultural public space) เพื่อสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมทางวัฒนธรรมที่หลากหลายในรูปแบบใหม่ๆ ที่เชื่อมโยงทั้งระดับท้องถิ่น ประเทศ และสู่สากล

ดร.จุฬากรณ์ มาเสถียรวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ กล่าวว่า เวทีดังกล่าวได้สะท้อนบทเรียนและประสบการณ์การทำงานที่มิใช่เพียงแค่ช่วงการปรับตัวรับมือกับสถานการณ์โควิด แต่ชี้ถึงความท้าทายของกระบวนทัศน์ใหม่ของการขับเคลื่อนงานทางวัฒนธรรมซึ่งคือเรื่องเดียวกับการดำเนินชีวิตและการสร้างอนาคตที่ดีของประเทศไทย โดยแง่คิดที่ทุกท่านสะท้อนร่วมคือ ขับเคลื่อนงานดังกล่าวนอกจากจะต้องอาศัยกลไกความร่วมมือทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคีต่างๆ แล้ว หัวใจสำคัญคือ “วัฒนธรรมของการสื่อสารอย่างกัลยาณมิตรและสร้างสรรค์” ซึ่งเป็นเครื่องมือทำงานที่สำคัญเสมอไม่ว่าจะในสถานการณ์วิกฤตหรือปกติ สิ่งนี้เป็น Soft skill ของคนทำงาน เพราะงานศิลปวัฒนธรรมเป็นงานที่ต้องอาศัยพลังแบบ Soft power ที่ต้องสร้างการมีส่วนร่วม ต้องเรียนรู้ และต้องยืดหยุ่นปรับตัวบนทรัพยากรทางวัฒนธรรมที่มีหลากหลายแบบ ที่สำคัญเป็นพลังที่จะสร้างผลกระทบสูง (Hight Impact) ของการเติบโตและการสร้างสรรค์งานวัฒนธรรมเพื่ออนาคต ซึ่งเป็นโจทย์ท้าทายของการทำงานในสถานวิกฤตและเป็นโอกาสสำคัญที่น่าจะต้องพัฒนาให้เกิดขึ้นในวัฒนธรรมองค์กรและวัฒนธรรมการทำงานร่วมกันในสังคมไทย โดยสถาบันรามจิตติร่วมกับภาคเครือข่ายวัฒนธรรมจะได้รวบรวมข้อเสนอดังกล่าวเพื่อเสนอต่อหน่วยนโยบายและยุทธศาสตร์ และภาคีต่าง ๆ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนวัฒนธรรมต่อไป

 ABOUT THE AUTHOR

นายสรรชัย หนองตรุด สถาบันรามจิตติ ศูนย์พัฒนาการเรียนรู้เพื่ออนาคต