11 ปี กลุ่มดาวดิน ม.ขอนแก่น “ดาวบนดิน ยังทอแสง สุกสกาว”

11 ปี กลุ่มดาวดิน ม.ขอนแก่น “ดาวบนดิน ยังทอแสง สุกสกาว”

20141607231321.jpg

โดย : ปกุล อารีย์กรณ์

1.

พึ่งตกปากรับคำเป็นพันธะสัญญา กับคุณโกวิท โพธิสาร ว่าจะลองขีดเขียนเรื่องราวต่างๆ จากประสบการณ์ถนนนักกิจกรรมทางสังคมของผม ลงในบล็อคของเว็บไซด์นักข่าวพลเมืองอย่างเป็นทางการเมื่อเช้านี้

ก่อนหน้านี้ผมเคยคุยโม้ในวงสังสันท์ต่างๆ หลายครั้ง ถึงความประทับใจบวกความหฤหรรษ์ในวิถีชีวิตนักกิจกรรม วิถีที่ใครๆอาจสงสัยใครรู้ว่า คนพวกนี้ใช้ชีวิตกันอย่างไร ?

ฤกษ์งามยามดีที่วันนี้ เป็นวันครบรอบ 11 ปี กลุ่มดาวดิน กลุ่มนักศึกษาที่น่าจะถูกพูดถึงมากที่สุดในปีที่ผ่านมา ในฐานะกลุ่มนักศึกษาที่ต่อสู้เคียงข้างชาวบ้านในประเด็นปกป้องฐานทรัพยากร

2.

บ้านกูมีทองคำ คือคำข้าว

บ้านกูมีเรื่องราว ให้เล่าขาน

บ้านกูทุกข์ยากตรากตรำ เป็นตำนาน

บ้านกูอีสาน จะสร้างสรรค์ทางเดินเอง…

บทกวีนี้ถูกเขียนใส่กระดาษแข็งธรรมดา ติดอยู่ในบริเวณงานเสวนาครบรอบ 11 ปี กลุ่มดาวดินที่จัดขึ้นภายในมหาวิทยาลัยขอนแก่น

ผมไม่ได้เดินทางไปร่วมงานหรอกครับ แต่ทว่าเพียงแค่เพียงเห็นข้อความดังกล่าว ผ่านทางหน้าเฟซบุ๊ก ก็ทำให้นึกย้อนไปถึงครั้งแรกที่ผมได้รู้จักกับกลุ่มดาวดิน

กลางฤดูฝน ปี 2551 ผมพบกับกรชนก แสนประเสริฐ หรือ ป๋าภพ สมาชิกดาวดินรุ่นก่อตั้ง ที่บ้านของพี่โย บำรุง คะโยธา จังหวัดกาฬสินธุ์

3 วัน 2 คืน ในค่ายเรียนรู้สิทธิชุมชน ที่จัดโดย Amnesty International Thailand ทำให้นักศึกษาที่พึ่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้ไม่ถึง  1 ภาคเรียนอย่างผม ได้สัมผัสกับกับโลกนอกหน้าต่างบานใหม่ ที่ถือว่าอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการอยากเป็นนักกิจกรรมทางสังคม สำหรับผม

จำได้เลาๆว่า ป๋าภพ แกเป็นคนขรึมๆ เหมือนอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมสัมผัสได้ตั้งแต่ค่ำคืนแรกที่เราสังสันท์กัน ป๋าภพมักมีคำพูดในการตั้งคำถามอย่างสุภาพ เช่นว่า “พี่แคน พบขอความรู้เรื่องการต่อสู้ค้านเขื่อนแก่งเสือเต้นของพี่น้องสะเอียบหน่อยสิครับ” อะไรทำนองนี้

ตอนนั้นผมก็คิดในใจว่า ”จะถามก็ถามเลยสิ จะมาเกริ่นนำแบบขอความรู้ให้ยืดยาวทำไม”

หลายปีผ่านไปผมพบว่าตัวเองก็มักใช้คำพูดทำนองนี้บ่อยเวลาจะถามคำถามกับคนที่เราพึ่งเคยเจอครั้งแรก

3.

กว่าที่ผมจะได้เจอป๋าภพอีกครั้ง วันเวลาก็ผ่านไปราวปีกว่า…

แต่คราวนี้เป็นการบุกไปเยือนถึงถิ่นอีสาน ณ บ้านดาวดิน ซึ่งตั้งอยู่ริมรั้วมหาวิทยาลัยขอนแก่น

คำกล่าวที่ว่าสถานที่ซึ่งมักเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เพื่อความเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่สิ่งที่ดีกว่า มักตั้งอยู่ใกล้ๆมหาวิทยาลัย คงถูกพิสูจน์ให้เป็นจริงอีกครั้งที่ บ้านดาวดินแห่งนี้

ในที่ดินผืนเล็กๆ ผืนหนึ่ง สภาพบ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ มีใต้ถุนยกสูง  ทำให้มีลานขนาดพอเหมาะที่จะใช้เป็นพื้นที่สารพัดประโยชน์ ทั้งเป็นวงกินข้าว วงประชุม หรือแม้แต่วงสังสันท์ในทุกค่ำคืน มุมด้านหนึ่งของบ้าน เป็นครัวเล็กๆ ไว้ตำส้มตำ ทำลาบก้อย ลวกจิ้มเนื้อ อีกฝั่งหนึ่งเป็นชั้นวางหนังสือ มีกระดาษหม่นแปะติดข้อความว่าห้องสมุดดาวดิน ตรงขอบผนังด้านบนมีธงประดับสกรีนข้อความรณรงค์ต่างๆ

การวางแผนคัดค้าน ม.นอกระบบ คัดค้านเหมืองแร่ทองคำ และอีกหลายๆ กิจกรรมที่พวกเขาล้วนถูกวางแผนพูดคุยที่ลานใต้ถุนนี้

ข้างบ้านๆ ยังมีพื้นที่ว่างเป็นลานดิน ให้ก่อฟืนผิงไฟในหน้าหนาว…

ธันวาคม 2554 หลังน้ำท่วมใหญ่ ผมขับรถกระบะจาก กทม. ขนเพื่อนนักศึกษาชายจากหลายมหาลัยเต็มหลังรถ ในขณะที่เพื่อนนักศึกษาฝ่ายหญิงเหมารถตู้ไปกัน ไปทำกิจกรรมรณรงค์ค้าน ม.นอกระบบ ที่ ม.ขอนแก่น พวกเราไปถึงบ้านดาวดินในเวลาเที่ยงคืน

สำรับอาหารคาวหวานถูกตระเตรียมไว้หมดแล้ว ลมหนาว กองไฟ และมิตรสหายคนหนุ่มสาว พูดคุยเตรียมการกิจกรรมในวันพรุ่ง บทเพลงเพื่อชีวิต และเพลงปฏิวัติถูกบรรเลงเพลงแล้วเพลงเล่า

วันรุ่งขึ้น ภายหลังกิจกรรมเวทีเสวนาฯ และการแปะสติ๊กเกอร์สีชมพูที่หน้า ม.ขอนแก่นเพื่อทำการรณรงค์เชิญสัญลักษณ์ให้มหาวิทยาลัยที่กำลังจะมืดมนด้วยการออกนอกระบบ สว่างสดใสขึ้น

ลานใต้ถุนบ้านดาวดิน เป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ในการสถาปนา “แนวร่วมนิสิตนักศึกษาคัดค้านม.นอระบบ” ขึ้นอย่างเป็นทางการ

4.

ทุกครั้งๆ ที่ผมไปเยือนบ้านดาวดิน ไม่ใช่เพียงมนต์เสน่ห์ของบ้านเท่านั้น ที่ทำให้เกิดความประทับใจ แต่บรรยากาศที่ถูกสร้างด้วยคนต่างหาก ที่เป็นสิ่งเร้าให้ผมอยากไปเยือนแหล่งมั่วสุมทางความคิดแห่งนี้

และไม่ว่าบรรดารุ่นพี่กี่รุ่นต่อกี่รุ่นจะจบการศึกษาไปแล้วก็ตาม แต่ผมยังมั่นใจเหลือเกินว่า ดาวดินรุ่นใหม่จะยังคงยืนหยัดบนเส้นทางที่พวกเขาเชื่อ เฉกเช่น 11 ปีที่ผ่านมา ขอให้เพื่อนเบ่งบาน งดงาม ตามวัย ต่อไปครับ

 

“งดงาม ตามวัย” เป็นท่อนนึงจากเพลง ‘ผูกพัน’ ของ พี่เอ้ นิติ’กุล

 ABOUT THE AUTHOR

นักเฝ้ามองความเคลื่อนไหว