DSI คืนกระดูกบรรพบุรุษชาวเล พยานหลักฐานพิสูจน์สิทธิที่ดินราไวย์

DSI คืนกระดูกบรรพบุรุษชาวเล พยานหลักฐานพิสูจน์สิทธิที่ดินราไวย์

20140407210426.jpg

4 ก.ค. 2557, ภูเก็ต – พลตำรวจเอก ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ( DSI ) พร้อมด้วย พ.ต.ท.ไพศิษฏ์ สังคหะพงศ์ โฆษก กรมสอบสวนคดีพิเศษ และ พ.ต.ท. ประวุธ วงศ์สีนิล ผู้บัญชาการ สำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมและคณะเข้าพบชุมชนชาวไทยใหม่หรือชาวเลราไวย์ หมู่ 2 ตำบลราไวย์ อ.เมืองภูเก็ต เพื่อส่งคืนกระดูกบรรพบุรุษชาวเลราไวย์หลังตรวจดีเอ็นเอ มีหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องและมูลนิธิชุมชนไท รวมทั้งชาวเลราไวย์กว่า 100 คน ให้การต้อนรับ และมีพิธีการรับโครงกระดูกฯ โดย ผู้แทนชุมชนชาวเลราไวย์มีโต๊ะหมอประจำหมู่บ้านรับกล่องโครงกระดูกดังกล่าวไปประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อ

พลตำรวจเอก ชัชวาลย์ กล่าวว่า ด้วยขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) ได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรีให้แก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ด้านคดีความกรณีชุมชนราไวย์ หมู่ที่ 2 ตำบลราไวย์ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต โดยมีความร่วมมือของกรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และกรมศิลปากร เกี่ยวกับปฏิบัติการครั้งนี้

สืบเนื่องจากชาวเลราไวย์ ซึ่งอยู่อาศัยและทำมาหากินในพื้นที่พิพาทต่อเนื่องมากว่า 7 ชั่วอายุคน มีการตั้งบ้านเรือน มีวัฒนธรรมวิถีชีวิตเอกลักษณ์ของตนเอง ปัจจุบันมีประชากร 2,067 คน ใน 247 ครัวเรือน ต่อมามีบุคคล ที่ไม่ใช่ชาวเล มาแจ้งการครอบครอง และทำประโยชน์ และออกเอกสารสิทธิในที่ดินแปลงพิพาท แล้วนำเอกสารสิทธิดังกล่าวมาฟ้องขับไล่ ปัจจุบันศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้ชาวเลราไวย์ออกจากพื้นที่ แล้ว 9 ราย คดีอยู่ระหว่างการอุทธรณ์ คำพิพากษาขณะนี้ ชาวเลได้ถูกฟ้องแล้ว จำนวน 101 คน

ในการพิจารณาคดีฝ่ายชาวเลราไวย์ไม่สามารถหาพยานหลักฐานมาหักล้างเอกสารสิทธิของฝ่ายโจทก์ ซึ่งออกมาจากหลักฐาน สค.1 ที่มีผู้ไปแจ้งการครอบครองทับที่ดินของชาวเลราไวย์ เมื่อปี 2498 ได้ ทำให้ศาลพิพากษาว่า เอกสารสิทธิของฝ่ายโจทก์ เป็นเอกสารมหาชนที่ออกโดยรัฐ เมื่อไม่สามารถหาพยานหลักฐานมาโต้แย้งสิทธิได้ สิทธิของโจทก์จึงได้มาโดยชอบ และมีคำสั่งให้ชาวเลราไวย์ที่ถูกฟ้องออกจากพื้นที่พิพาท

ประเด็นการรวบรวมพยานหลักฐานที่จะพิสูจน์สิทธิของชาวเลราไวย์จะต้องพิสูจน์การถือครองที่ดินก่อนปี 2498 ซึ่งเป็นปีที่มีการอก ส.ค.1 ในอันที่จะพิสูจน์ได้ว่า ชาวเลราไวย์ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน อยู่กันเป็นชุมชนใหญ่ตามที่มีการกล่าวอ้าง และพิสูจน์ให้ได้ว่า การที่มีผู้มาแจ้ง ส.ค.1 ทับที่ดินของชาวเลราไวย์ เป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน จนนำมาสู่การนำ ส.ค.1 มาออกเป็นโฉนดที่ดิน และนำมาฟ้องขับไล่ชาวเล ซึ่งพยานหลักฐานสำคัญชิ้นหนึ่งคือ การขุดกระดูกบรรพบุรุษของชาวเล ซึ่งถูกฝังอยู่ใต้บ้านพัก และทางเดิน พบโครงกระดูกของมนุษย์ 2 คน ไม่ครบชิ้นส่วน

เมื่อตรวจเปรียบเทียบดีเอ็นเอของกระดูกกับบุคคลในชุมชนพบว่า มีดีเอ็นเอเชื่อมโยงถึงบุคคลในชุมชนกลุ่มหนึ่งในลักษณะเครือญาติ คือการค้นพบกระดูกในพื้นที่พิพาท ถือว่าเป็นพยานหลักฐานชิ้นหนึ่งที่บ่งบอกถึงพฤติกรรมการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ในอดีต ตามประเพณีการฝังศพใกล้บ้านของชาวเลที่สามารถนำมาเป็นพยานหลักฐานได้อย่างหนึ่งที่พิสูจน์ได้ว่า สิ่งที่ชาวเลได้บอกถึงประเพณีดังกล่าวเป็นความจริง และบุคคลที่เสียชีวิตเป็นชาวเล จากพิธีกรรมที่มีหอยสวยงามฝังอยู่ ถูกฝังมาไม่น้อยกว่า 60 ปี ดีเอ็นเอ โครงกระดูกเชื่อมโยงกับดีเอ็นเอของคนในชุมชน แล้วมีลักษณะเครือญาติ แสดงให้เห็นว่าคนที่เสียชีวิตเป็นบรรพบุรุษของคนในชุมชนนี้

เมื่อการตรวจพิสูจน์โครงกระดูกได้เสร็จสิ้นแล้ว กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงนำกระดูกดังกล่าวส่งคืนให้กับชาวเลราไวย์ เพื่อนำไปทำพิธีกรรมตามความเชื่อ สำหรับพยานหลักฐานต่างๆ กรมสอบสวนคดีพิเศษจะได้รวบรวมส่งให้ชาวเลราไวย์ เพื่อนำไปต่อสู้ในชั้นศาลเพื่อความเป็นธรรม โดยเร็วต่อไป พลตำรวจเอก ชัชวาลย์ กล่าว ในที่สุด

ที่มา : หนังสือพิมพ์ภูเก็จอันดามัน

 ABOUT THE AUTHOR

จบการศึกษาสาขาการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปัจจุบันทำงานที่สำนักเครือข่ายสื่อพลเมือง ไทยพีบีเอส สนใจได้ข่าวสารบ้านเมือง สื่อสารมวลชน ชอบเขียน ชอบถ่ายภาพ สนใจการทำเว็บไซต์ มีเว็บบล็อกส่วนตัวที่ iambuggo.com