AIDS ALMOST ZERO

AIDS ALMOST ZERO

                                        ในอีก 2 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะก้าวสู่การเป็นประเทศ upper rate เงินทุนต่างประเทศด้านสุขภาพจะข้ามไปกัมพูชา ลาว และพม่า   แล้วประเทศไทย จะอยู่ในสภาพไหน และจะรับมืออย่างไร   หาก ในอีก 2 ข้างหน้าประเทศไทยจะก้าวสู่การเป็นประเทศ upper rate  คือมีรายได้เฉลี่ยต่อประชากรสูงขึ้น  และจะทำให้ กองทุนโลก (   Global Fund )  ที่ได้อุดหนุนเงินช่วยเหลือด้านสังคมให้ประเทศไทยปีละหลายร้อยล้านบาทนั้นลดบทบาทการช่วยเหลือในประเทศไทยลง และอาจถึงกับไม่ช่วยเหลืออีก หันไปอุดหนุน พม่า กัมพูชาและประเทศรอบข้าง   …… หากขาดเงินอุดหนุนด้านสังคมและสุขภาพจากนอกประเทศเช่นนี้   จากการพูดคุยกันของเครือข่ายระดับประเทศ รวมกว่า  20 องค์กรในงาน “การประชุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกับเชื้อ เอชไอวี เอสด์ วัณโรคและมาลาเรียที่จัดโดยมูลนิธิรักษ์ไทย  เพื่อเตรียมรับข้อเสนอการขอทุนต่อกองทุนโลกนั้น” ยังชี้ให้เห็นว่า เอสด์และวัณโรค รวมทั้งมาลาเรีย ยังคงมีอยู่ ในประเทศไทย  ถึงแม้สถิติการติดเชื้อต่อปีในบางโรคจะลดลงไป แต่ผู้ติดเชื้อยังอยู่ในสังคม และการช่วยเหลือ ยังต้องดูแล ไม่ให้กลับมาเป็นผู้แพร่เชื้อ  อีกทั้ง ต้องให้เค้าอยู่สังคมได้ รวมทั้งต้องป้องกันไม่ให้สถิติเชื้อเพิ่มขึ้น    “ เอสด์ไม่ได้หมดไป เรายังต้องการเงินมาทำกิจกรรม อาทิในกลุ่มชายรักชาย หญิงรักหญิง เรายังคงพบผู้ติดเชื้ออยู่ และกลุ่มอื่น ๆ ที่เราคิดว่าไม่น่าติดเชื้อได้เช่น กลุ่มผู้สูงอายุ การที่ NGO ลงไปทำกิจกรรมต่างๆ จะทำให้คนเหล่านี้ยังอยู่ได้ในสังคม รวมทั้งคนที่ไม่มีความรู้ป้องกันตัวเองได้  สิ่งสำคํญที่สุดคือทัศนคติ การที่คนทั่วไปมองพวกเค้า แล้วกันออกจากสังคม ไม่รับเข้าทำงาน ขอตรวจเลือด  เมื่อพวกเค้าอยู่ในสังคมลำบาก บางคนท้อแท้ไม่ทำงาน ไม่อยากกินยา และกลายเป็นปัญหาของครอบครัว ลามไปสังคม  กิจกรรมที่เราทำ ดูแลทั้งด้านจิตใจ และร่างกาย  ถ้ามีอะไรอยากบอกคือ คุณไม่ควรตัดสินใคร จากว่าเค้าเป็นอะไรเค้าอ้วน เค้าผอม เค้าดำ หรือเค้ามีเชื้อ เอชไอวี” คุณ จ๋า จารุณี ศิริพันธ์ ตัวแทนจาก มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอสด์กล่าว นอกจากนี้ กลุ่มผู้ต้องโทษในเรือนจำก็เป็นกลุ่มที่น่าเป็นกังวล  “ รัฐบาลสนับสนุนสวัสดิการน้อย มีปีละ  1  ล้าน แต่เราต้องกระจายความรู้ การป้องกัน ไปราขทัณฑ์กว่า140 แห่ง เราจึงทำในลักษณะให้อาสาสมัคร ให้ความรู้กับผู้ต้องขังด้วยกันเอง เพราะจะเข้าถึงกันเองง่ายกว่า การมี NGO มาช่วยทำงาน ก็ทำให้การเชื่อมประสานงานทำให้การพัฒนาดำเนินไปคล่องตัวขึ้น  “คุณสุธัญญา ผู้พัฒน์ ตัวแทนจากกองบริการทางการแพทย์ กรมราชทัณฑ์ ให้ความเห็น

 

จากความเห็นในการหารือกันนี้ยังมีอีกหลายประเด็น จากหลายฝ่าย ที่ทำให้เข้าใจว่า หากไทยขาดการสนับสนุนเงินจากกองทุนโลก ประเทศไทยจะลำบากแน่นอน เพราะจะทำให้คนหลายกลุ่ม ขาดโอกาส ทางการเยียวยา  ซึ่งวันนี้คนทั่วไปที่ไม่ได้ติดเชื้อยังเห็นว่าตนเองไม่เกี่ยวข้อง ไม่ได้เป็นโรค จะเดือดร้อนอะไร .. หากมองมุมกลับว่า  ในวันนึงหากการให้การเยียวยยาน้อยลง การให้ความรู้น้อยลง คนก็วางใจมากขึ้น เราหรือคนในครอบครัวเราก็อาจะเป็นคนนึงที่จับผลัดจับพลูไป เป็นคนกลุ่มนั้นได้อย่างไม่รู้ตัวเช่นกัน   ……….ทั้งนี้คุณ พร้อมบุญ พานิชภักดิ์ เลขาธิการมูลนิธิรักษ์ไทย กล่าวว่า การช่วยเหลือยังคงดำเนินต่อไปจากหลายๆ ทิศทาง เราพยายาม คุยกันว่าอะไรที่เราจะพัฒนาได้ ในฐานะคนพัฒนา หากไม่มีกองทุนนี้ ต่อไป เราก็ต้องทำต่อหาแหล่งทุนอื่นเพื่อขับเคลื่อนประเทศ  เพราะไทยยังมีอีกหลากหลายปัญหาการมี รายได้เฉลี่ยสูงขึ้นมันเป็นแค่คนส่วนหนึ่ง ประเทศไทยรายได้ยังสวนทางกับอัตราปัญหา