ครัวเรือนริมคลอง มายาคติ ‘ผู้ร้าย’ ทำลายสายน้ำ

ครัวเรือนริมคลอง มายาคติ ‘ผู้ร้าย’ ทำลายสายน้ำ

ชุมชนแออัดริมคลองอาจไม่ใช่ภาพที่ชวนดู และอาจมีคำถามว่าเอาชุมชนแน่นๆ ริมคลองเหล่านั้นออกไปก็น่าจะดีไม่ใช่หรือ? และหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ชุมชนริมคลองกลายเป็นผู้ร้ายคือ ปัญหาน้ำเสียจากครัวเรือนริมคลอง แต่แท้จริงแล้วมีอะไรมากมายกว่านั้น 

20151509142444.jpg

เรื่องและภาพ: นภัทร พิลึกนา

“ถึงไม่มีชุมชน น้ำในคลองก็ไม่สะอาดไปกว่านี้”

– เห็นน้ำสีดำในคลอง ภาพจำเลยมักลอยผุดขึ้นมาโดยมิต้องไต่สวน ก็พวกคนที่อยู่ริมคลองนั่นไงทำให้น้ำเน่าเสีย ไม่ผิด แต่ไม่ถูกทั้งหมด นี้คงเป็นความเชื่อผิดๆ ที่ถูกโปรแกรมกันมานาน ชวนไปรับฟังคนริมคลองและทำความเข้าใจเบื้องต้นกับระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานของกรุงเทพฯ 

ไม่มีใครหรอกที่อยากให้หน้าบ้านหรือหลังบ้านตัวเองสกปรก – 

เวลานั่งเรือแสนแสบ ฉันชอบมองดูแม่น้ำไปเรื่อยๆ แล้วมักคิดว่าหากไม่มีชุมชนตั้งอยู่ริมน้ำ น้ำในลำคลองคงสะอาดกว่านี้ วันนี้ เมื่อได้เดินทางมาพูดคุยกับชาวบ้านชุมชนริมคลองลาดพร้าว 46 ฉันจึงได้ถามคำถามคาใจว่า ชุมชนริมคลองมีวิธีจัดการขยะกันอย่างไร

“เราพูดคุยกันอยู่เสมอว่าให้ขนขยะออกไปวางไว้หน้าชุมชน เพราะจะมีรถเก็บขยะของเทศบาลมาเก็บ ถ้าไม่ขนออกไป เขาก็ไม่มาเก็บ เพราะรถเข้าไปไม่ถึง พวกเราส่วนใหญ่ก็ทำอย่างนั้นคือขนออกไปข้างนอก” พี่กบ-ชวนชม นาคเทียม คณะกรรมการชุมชนฝ่ายประชาสัมพันธ์ตอบอย่างตรงไปตรงมา

“รถเทศบาลมาเก็บขยะบ่อยมั้ยคะ” ฉันถามต่อ

“ก็ 3-4 วันมาครั้งหนึ่ง บางทีก็อาทิตย์หนึ่งมาเก็บทีหนึ่ง หรือพอเราเห็นขยะกองหน้าชุมชนเยอะๆ เราจะโทรตามเขา เราเสียเงินค่าเก็บขยะบ้านละ 240 ต่อปีเรามีสิทธิ์โทรตามเขานี่”

“บางคนอาจคิดว่า ถ้าไม่มีชุมชนอยู่ริมคลอง น้ำในคลองคงดีกว่านี้”

“เราอยู่มานานมาแล้ว บางคนอยู่มา 50 ปี นี่คือคลองหน้าบ้านเราเหมือนกัน ไม่มีใครอยากให้สกปรกเพราะเราก็อยู่กันตรงนี้ เราก็ช่วยๆ กันดู พี่เลยคิดว่าถึงไม่มีชุมชน น้ำในคลองก็ไม่สะอาดไปกว่านี้หรอก”

อีกสามสี่วันต่อมา ฉันมีโอกาสได้นั่งคุยกับ ผศ.ดร.วิจิตรบุษบา มารมย์ อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงไถ่ถามอาจารย์ถึงปัญหาน้ำเน่าเสียในลำคลองของกรุงเทพมหานคร 

ผศ.ดร.วิจิตรบุษบา ได้ให้ความรู้ว่า ปัญหาน้ำในคลองเน่าเสียในกรุงเทพฯ เกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ อย่างแรกคือ เราไม่มีระบบการติดตามตรวจสอบที่เข้มงวดทำให้น้ำเสียทั้งหมดเข้าสู่ระบบบำบัดเพียงร้อยละ 40 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีกร้อยละ 60 ก็ลงคลอง ลงแม่น้ำ 

สาเหตุที่ 2 มาจากปัญหาของระบบท่อที่ไม่สามารถส่งน้ำเสียเข้าสู่โรงบำบัดได้อย่างเป็นระบบ สาเหตุอย่างอื่นที่สำคัญไม่แพ้กันคือ กรุงเทพฯ เรายังขาดการวางท่อที่แยกน้ำฝนออกจากน้ำเสีย ทำให้น้ำเสียมีมากเกินจริง ซึ่งยิ่งซ้ำเติมปัญหาโรงบำบัดน้ำเสียของกรุงเทพฯ ที่มีศักยภาพจำกัดอยู่แล้ว 

ส่วนน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดจนได้มาตรฐานแล้ว เราก็ไม่มีการสนับสนุนให้นำไปใช้ต่อยอด ซึ่งในต่างประเทศเขาพัฒนาเรื่องนี้จนนำไปทำน้ำดื่มได้เลย

“ถ้าอย่างนั้น น้ำเสียที่บำบัดแล้วไปอยู่ที่ไหนคะ” ฉันถามอาจารย์

“มันก็ถูกปล่อยออกมาในลำคลองและปะปนกับน้ำเสียตามเดิม” อาจารย์ไม่ได้ตอบ แต่ลูกศิษย์ของอาจารย์ที่ทำวิจัยเรื่องนี้เป็นคนตอบ

หากมองถึงปัญหาน้ำเน่าเสียแล้วพูดกันให้เห็นสาเหตุเชิงโครงสร้างแบบนี้ คงจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้ดีกว่าการกล่าวโทษกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างที่เราเคยทำกันมา

 

ติดตามความเคลื่อนไหวและงานเขียนเกี่ยวกับ คน คู คลอง ได้ที่เฟซบุ๊ก: Khon-Kool-Klong 
 

 ABOUT THE AUTHOR

Blogtizen เป็นพื้นที่กลางสำหรับเปิดรับงานเขียน บทความ ทัศนะวิจารณ์ สารคดี ผ่านการคัดเลือกดูแลเนื้อหาโดยกองบรรณาธิการเว็บไซต์ โดยสามารถส่งต้นฉบับมาให้เราได้ที่ ctzthaipbs@gmail.com