ความเปลี่ยนไป

ความเปลี่ยนไป

                                                           ความเปลี่ยนไปที่หมู่บ้าน

 

             เช้าตรู่ชีวิตของผู้คนยังคงดำเนินไปอย่างรีบเร่งเฉกเช่นเหมือนทุกวันที่ผ่านมา  สิ่งรอบข้างเรากำลังเดินเครื่องไปตามกลไกของมันประหนึ่งดูเหมือนว่าชีวิตในชุมชนแห่งนั้นกำลังแยกตัวออกห่างจากธรรมชาติที่บรรพบุรุษได้เก็บรักษาเอาไว้ไปสู่ชีวิตแบบสังคมเมืองเข้าไปทุกวัน    “น้ำกระจาย” คือชื่อของหมู่บ้านแห่งนี้อยู่ในเขตของอำเภอเมือง   จังหวัดสงขลา   เป็นหมู่บ้านขนาดเมื่อเทียบกับหมู่บ้านข้างเคียงในพื้นที่ซึ่งมีสภาพกึ่งเมืองกึ่งชนบท   เพราะการเข้ามาของกระแสการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  หมู่บ้านแห่งนี้อยู่ในต่ำแหน่งที่ดีในทางยุทธศาสตร์การพัฒนาของจังหวัดจึงไม่น่าแปลกใจที่หลายสิ่งหลายอย่างจะถั่งโถมเข้ามายังหมู่บ้านแห่งนี้     แต่ถึงแม้จะมีวิถีของสังคมเมืองเข้ามาครอบงำชีวิตผู้คนในหมู่บ้านถึงกระนั้นก็ยังมีวิถีการดำเนินชีวิตแบบเดิมๆแกเช่นคนรุ่นปู่รุ่นย่าให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้สัมผัสกันอยู่บ้าง     แน่นอนห้องครัวของที่นี้ผลิตผลต่างๆยังคงมาจากภาคเกษตรกรรม  ถึงแม้คนรุ่นใหม่จะหันหลังให้กับที่ทำกินมุ่งหน้าสู่โรงงานอุตสาหกรรม แต่ธรรมชาติของที่นี้ยังคงมีลมหายใจอยู่  เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้ใช้เป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตต่อไป   ป่าไม้ ลำธาร สวนยาง ทุ่งนา ยังคงให้ประโยชน์กับต่อคนในชุมชนแห่งนี้   ถึงแม้ว่าหมู่บ้านแห่งนี้จะไม่ได้ทำการเกษตรอย่างเต็มรูปแบบที่ต้องใช้ปริมาณน้ำคราวละมากๆ เช้าๆคนเฒ่าคนแก่ยังคงมุ่งหน้าสู่ท้องไร่ ท้องนา ป่าสวน แต่คนหนุ่มคนสาวมุ่งกลับมุ่งหน้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมช่างเป็นวิถีที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนหนุ่มสาวไปจนถึงคนวัยกลางคนบางคนยังยึดอาชืพทำไร่ทำสวนเป็นรายได้หลักของครอบครัว  ลำคลองสายหลักและสายเดียวของหมู่บ้านแห่งนี้ยังคงมีคนเห็นคุณค่าของมันอยู่บ้างลำคลองสายนี้มีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาเทวดาไหลเรื่อยไปบรรจบกับจบกับคลองพะวงถึงแม้ว่าผืนป่าด้านบนนั้นจะถูกตัดโค่นแปลงสภาพเป็นสวนยางพาราหรือที่อยู่อาศัย  แต่ก็ยังมีพื้นที่ของป่าหลงเหลืออยู่บางส่วนเอาไว้รำลึกถึงวันวานของถิ่นนี้ได้   พื้นที่ส่วนหนึ่งบนนั้นถูกเจ้าของขายให้กับนายทุนเพื่อตัดหน้าดินขายเอาไปถมที่ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย    เวลาใกล้เที่ยงผมแวะกินข้าวที่สำนักสงฆ์เทือกเขาเทวดาได้ชมทิวทัศน์ที่แปลกตาไปอีกมุมหนึ่ง    จังหวะหนึ่งได้นั่งคุยกับผู้เฒ่าผู้แก่คนหนึ่งที่นำเอาอาหารมาถวายพระแกเล่าถึงความหลังครั้งเก่าให้คนรุ่นหลานอย่างผมฟังว่า   อยากให้ธรรมชาติเป็นเหมือนดั่งเมื่อก่อนที่อุดมสมบูรณ์ถึงไม่มีเงินก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไม่ขัดสน   แต่ปัจจุบันมีแนวโน้มว่าการมีเงินมากแค่ไหนก็อยู่ยากในภาวะที่ธรรมชาติล่มสลาย   เพราะเงินซื้อทุกสิ่งไม่ได้นั้นเอง

           ยายคนหนึ่งเล่าว่าสมัยก่อนเวลาเดินทางกลับจากไร่จากสวนในตอนเย็นแก่ๆ ระหว่างทางกลับบ้านจะมีการแลกเปลี่ยนผลผลิตที่เพิ่งเก็บมาจากไร่สวนกันไปตลอดทางเป็นวิถีแห่งการแบ่งปั้น ซึ่งไม่รู้ว่าคนรุ่นใหม่สักกี่คนที่จะสืบทอดวัฒนธรรมที่ดีงามเหล่านี้เอาไว้ตกเย็นผมเดินลงมาจากสำนักสงฆ์เขาเทวดาโดยใช้เส้นทางสันเขาเส้นทางค่อนข้างสะดวกสบายกว่าแต่ก่อนเยอะ  เหตุเพราะมีสำนักสงฆ์แห่งนี้มาตั้งอยู่นั้นเองทางเดินมาสุดตรงเนินเขาอีกด้านหนึ่งตรงกับหอสมุดกาญจนาภิเษกอยู่เบื้องงหน้าใกล้จนมองเห็นกลุ่มเด็กวัยรุ่นในหมู่บ้านใช้ลานจอดรถเป็นสนามฟุตบอลพลาสติก   ในใจผมก็คิดว่าเป็นภาพที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว  ฉากเบื้องหลังคืออาหารทางปัญญาคือหอสมุดที่ให้พวกเด็กๆเหล่านี้ได้ใช้ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ในด้านต่างๆ   เบื้องหน้าคือ อาหารทางร่างกายนั่นก็คือ การออกกำลังกายนั้นเอง  ไม่ไกลจากหอสมุดกาญจนาภิเษกเป็นที่ตั้งของสนามชนโดบ้านน้ำกระจาย  เห็นคนเดินจูงวัวชนเดินออกกำลังกายกันขวักไขว่  ผมแอบเดาเอาในใจว่าอาจเดินไปแล้วพลางพูดกับวัวชนไปด้วยว่า “รอบนี้ต้องชนะให้ได้เพราะเดิมพันนั้นหลายหมื่นอยู่” อีกไม่กี่วันข้างหน้าก็คงรู้ผลว่าวัวชนตัวนี้จะชนะหรือแพ้      อากาศวันนี้ค่อนข้างร้อนผมอยากหาต้นไม้ใหญ่สักต้นหนึ่งเพื่อที่จะนั่งใต้ร่มเงาของให้หายเหนื่อยล้าก่อนที่จะเดินทางต่อเข้าไปยังตัวหมู่บ้าน   มีต้นเลียบสูงใหญ่อายุหลายปีอยู่ต้นหนึ่ง  พอที่จะเข้าไปอาศัยร่มเงาของมันผ่อนคลายคลายความเหนื่อยล้าได้   บริเวณนี้เคยเป็นสถานีรถไฟเก่าสาย หาดใหญ่ – สงขลา เมื่อสมัยที่ทางรถไฟสายนี้ยังไม่ถูกยกเลิก   ผมใช้เส้นทางรถไฟโคยสารไปโรงเรียนในตัวเมืองเป็นประจำ  การรถไฟแห่งประเทศไทยมาประกาศยกเลิกเส้นทางรถไฟสายนี้เมื่อ พ.ศ 2521 ผมเห็นเด็กเล็กๆกลุ่มหนึ่ง 4-5 คนพร้อมด้วยฟุตบอลขนาดเล็กเดินมา ณ ลานใต้ต้นเลียบมันกำลังจะกลายเป็นสนามฟุตบอลเล็กๆของหมู่บ้านไปแล้วและต่อไปมันก็อาจจะกลายเป็นอะไรต่อมิอะไรอีกมายมากสุดแท้แต่จะให้มันเป็นไป

           หากคนเราอยู่ร่วมกับธรรมชาติด้วยการถ้อยทีถ้อยอาศัยก็จะเป็นการอยูร่วมกันแบบยั่งยืนไม่มีใครเอาเปรียบใคร   ผมเดินเรื่อยๆขึ้นไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจนเดินมาถึงป่าช้าของหมู่บ้าน  ซึ่งปัจจุบันดูไม่น่ากลัวเหมือนในอดีตเพราะมีพระสงฆ์มาตั้งสำนักปฏิบัติธรรมอยู่ในป่าช้าทำให้บรรยากาศดูอบอุ่นขึ้นเยอะ  พุทธศาสนาไม่เคยห่างหายไปจากจิตใจของคนไทย  เช่นกันที่หมู่บ้านแห่งนี้ก็มีผู้คนเดินทางมาฟังพระท่านเทศน์ธรรมะอย่างสม่ำเสมอเป็นศูนย์รวมจิตอีกแห่งหนึ่งในยามที่สภาพภายนอกกำลังสับสนวุ่นวาย    ตะวันคล้อยหลังไปเยอะแล้วโอกาสเหมาะสำหรับการเดินเล่นกินลมจริงๆ ผมกลับมาใช้เส้นทางสายหลักเพื่อเดินเข้าสู่ตัวหมู่บ้านสองข้างทางเต็มไปด้วยสวนยางพาราที่มีมูลค่ากิโลกรัมหนึ่งไม่สามารถที่จะซื้อก๋วยเตี๋ยวแม้แค่ชามเดียว 

               อ้าว….ผมเจอคุณลุงคนเดิมที่ผมเจอเมื่อตอนเช้าก่อนเดินทางสำรวจหมู่บ้าน  ตอนแกออกไปสวน   ตอนนี้แกกำลังเดินทางกลับบ้านเลยได้ผมเป็นเพื่อนร่วมทางอีกคน  แกบ่นให้ผมฟังว่าปีนี้ฤดูแล้งมาถึงเร็วเหลือเกินพืชผลทางการเกษตรเลยแห้งเฉาตายไปเยอะแกบ่นไปตามประสาของเกษตรกรที่ไม่มีอะไรแน่นนอนบนสังคมบริโภคนิยมเดินมาถึงทางแยกแกเลยขอตัวไปตามทาง    ผมเดินนึกอยู่ในใจว่าผมยังโชคดีที่เกิดมายังได้สัมผัสกับบรรยากาศของฝนตกแบบ 3 วัน 3 คืน ไม่หยุด ซึ่งเด็กรุ่นหลังไม่มีโอกาสได้สัมผัส  เพราะเดี๋ยวนี้ฝนมันตกแบบ ตกๆ หยุดๆ นึกถึงทีไรชุ่มชื่นในหัวใจไม่หายวัยเด็กกับเรื่องน้ำเหมือนที่จะเป็นของคู่กัน

       ตกเย็นอย่างนี้บรรดาแม่บ้านแม่เรือนทั้งหลายเร่ต่างก็กำลังวุ่นวายอยู่กับการหากับข้าวกับปลาที่จะมาประกอบอาหารสำหรับมื้อค่ำหลายครัวเรือนที่เป็นคนยุดใหม่ตัดปัญหาความยุ่งยากทั้งปวงโดยการซื้อแกงถุงสำเร็จรูปในราคาถุงละ 20 บาท มีหน้าที่แค่แกะถุงใส่ถ้วยแล้วก็กิน  แต่อีกหลายๆครัวเรือนเลือกที่จะปรุงอาหารจากผลผลิตจากผืนดินและท้องน้ำ   นั่งล้อมวงกันกินข้าวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาก็ยังมีให้เห็นอยู่บ้างถึงจะน้อยนิด   ผมเดินไปพลางจมูกได้กลิ่นของแกงส้ม  ปลาทอด จากกระทะของบ้านใดบ้านหนึ่งละแวกนี้  ช่างเรียกน้ำย่อยในกระเพาะอาหารได้ดีจริงๆ กลุ่มพ่อบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกันเริ่มจับกลุ่มพูดคุยกันในเรื่องสัพเพเหระ ต่างๆ นานา หลังเลิกจากหน้าที่การงานทั้งในไร่ ในสวนและในเมือง   แน่นอนสิ่งที่ขาดไปเสียมิได้ในวงสนทนาคือ  “น้ำเมา”บ้านที่พร้อมหน้าพร้อมตา  พ่อ  แม่ ลูก หลาน ปู่ ย่า ล้อมวงกันกินข้าวเห็นแล้วเกิดความอบอุ่นในหัวใจ  ทำให้ผมเกิดความรู้สึกหิวข้าวขึ้นมาในทันใดและกระตุ้นให้ผมรีบกลับบ้านไปนั่งล้อมวงกินข้าวกับครอบครัวของผมบ้าง  

       ก่อนนอนในคืนนั้น ผมยังรู้สึกประทับใจกับสิ่งดีๆ กับภาพหลายๆภาพที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านของผมที่ผมได้พบเห็นมาวันนี้     เรื่องราวในชุมชนของผมซึ่งคนที่อื่นอาจไม่รู้และไม่มีวันรู้เลย    ผมอยากให้ภาพดีๆ เหล่านั้นอยู่คู่กับชุมชนของผมไปอีกนานแสนนาน  ณ  ที่ 

“ น้ำกระจาย

 ABOUT THE AUTHOR

เรียนจบด้านช่างมาแต่ชอบการเขียน ประกอบอาชีพอิสระ ดั่งคำกล่า่วที่ว่า "ภูเขาสูงไม่เท่าปีกนกบิน"