จากนักข่าวอาชีพ ถึงนักข่าวพลเมือง ผ่านมุมมองของ “พิภพ พานิชภักดิ์”

จากนักข่าวอาชีพ ถึงนักข่าวพลเมือง ผ่านมุมมองของ “พิภพ พานิชภักดิ์”

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2557 ที่ผ่านมา มีประชาชนกลุ่มอาชีพสาธารณะ อาทิ อาชีพแท็กซี่ หน่วยกู้ภัย รวมถึงผู้ที่มีความสนในเรื่องของการสื่อสาร มาเข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการ นักข่าวพลเมืองเพื่อสาธารณะ ซึ่งมีการเชิญวิทยากรมาให้ความรู้และความเข้าใจกับผู้อบรม อย่างเช่น “พิภพ พานิชภักดิ์” นักสื่อมวลชนอิสระ ผู้ที่มีความเชียวชาญด้านการภ่ายภาพ และสารคดี จึงมีการพูดคุยกับอาจารย์พิภพ ต่อแนวคิดการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนสื่อสารเรื่องราวด้วยโทรศัพท์มือถือที่เชื่อมกับอินเตอร์เน็ตในปัจจุบัน ดังนี้

ทำไมแท็กซี่ต้องมาทำข่าวพลเมือง ??

ในยุคปัจจุบัน ทุกอาชีพควรจะมีส่วนร่วมในการเล่าเรื่องของเขา อย่างเมื่อพูดถึงปัญหารถติด จริงๆแท็กซี่เป็นคนใกล้กับสถานการณ์มากที่สุด นอกจากนั้นเรื่องเศรษฐกิจการดำรงชีวิตของประชาชนนะครับ เรื่องเหล่านี้เป็นข่าวทั้งหมดนะครับ เราอย่าคิดว่าข่าวต้องเป็นเรื่องแบบว่า มหาภาค รถชนกัน อุบัติเหตุ ข่าวเหล่านี้เป็นข่าวภาคประชาสังคม และนักข่าวที่เป็นแท็กซี่เขาก็สามารถเป็นนักข่าวพลเมืองที่จะมาเติมเต็มข้อมูลให้กับพวกเราได้รับรู้ครับ 

ประชาชนมีสิทธิสื่อสารเรื่องราวของตนเอง ??

ใช่ครับ มันคือความใกล้จริงคือความได้เปรียบ ซึ่งนักข่าววิชาชีพอย่างผมยังต้องโทรไปถามเขาใช่ไหมครับ ตอนนี้เทคโนโลยีมันเปิด เรามีโทรศัพท์มือถือเรามีอินเตอร์เน็ต การส่งข่าวง่ายมากครับ เราก็เลยตั้งคำถามว่าทำไมเราไม่ช่วยๆกันสื่อสารเรื่องราวในสังคมครับ? แน่นอนเราก็มีคำถามว่า ต้องมีความเป็นกลาง หรือมีไม่ความชัดในอารมณ์ แล้วก็มีการให้คนที่ถูกพาดพิงได้มีการชี้แจง แต่ตรงนั้นเป็นเรื่องย่อย เรื่องหลักก็คือว่า ให้เขาได้เล่าเรื่องของเขาครับ ไม่มีใครรู้จักเราเท่ากับตัวของตัวเอง คนต้นเรื่องก็สามารถที่จะหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายทอดเรื่องราวของเขาได้ เราอยากจะเน้นว่าไม่จำเป็นต้องเป็นข่าวที่หวือหวา ข้าวแกงแพงขึ้น ผู้โดยสารน้อยลง เป็นข่าวครับข่าวเศรษฐกิจ รถติดเป็นข่าวจราจร มีคนใจดีช่วยเหลือแท็กซี่หรือแท็กซี่ไปช่วยเหลือคน เป็นข่าวสังคม เป็นข่าวคุณธรรม ฉะนั้นเรื่องเหล่านี้มีอยู่มากมายและผมเชื่อว่าคนที่อยู่บนท้องถนนวันละประมาณ 10 กว่าชม. ตลอดเจ็ดวันต่อสัปดาห์ เขามีเรื่องมากมายที่พวกเราอยากติดตามชมครับ

เรื่องเล็กน้อย อย่างข้าวมื้อเดียวจะไปเกี่ยวกับคนใหญ่ๆยังไง ?? 

เราอยู่ในสังคมที่เราพูดอะไรที่เป็นภาพใหญ่เรื่องโครงสร้างเรื่องมหาภาค เรื่องเศรษฐกิจครับ เรื่องที่เป็นเรื่องเล็กๆ เรียกว่าน้ำหยดเดียว อย่างเช่นเงินในกระเป๋าเรา ค่าใช้จ่าย เรื่องข้าวแกง จากเดิมเคยซื้อได้ 2 อย่าง วันนี้ต้องซื้อข้าวแกงแต่กับข้าวอย่างเดียว มีผลนะครับ เป็นเรื่องเศรษฐศาสตร์ และเป็นเรื่องสะท้อนให้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ในสังคม เรื่องแบบนี้นักข่าวส่วนกลางไม่ค่อยได้มอง พูดถึงรายได้มวลรวมบ้าง อาจพูดถึงคำใหญ่ๆ แต่คำใหญ่ๆไม่มีความหมายหรอกครับ ถ้ามันไม่ได้ตีความมาเป็นเงินในกระเป๋าของเราหรืออาหารที่ลงกระเพาะเราครับ

ต่อไปนี้นักข่าวพลเมืองอาชีพอิสระหน้าตาจะเป็นแบบไหน ??

เราไม่รู้หรอกครับ แต่เราเปิดพื้นที่ การเปิดพื้นที่มันจะสร้างปฎิสัมพันธ์และเราก็ร่วมทำและร่วมสร้าง เราไม่มีพิมพ์เขียวหรอกครับเวลาเราพูดถึงสังคมข่าวสารที่เท่าเทียม พูดถึงการเข้าถึงสื่อ การเท่าทันสื่อ เราไม่มีพิมพ์เขียวที่ชัดเจนว่าเราต้องการให้ประชาชนเป็นยังไง แต่สำคัญคือเขามีสิทธิในการสื่อสาร แล้วก็ผู้ฟังผู้ชมทางบ้านมีสิทธิด้วยครับ ในการรับรู้ ขอให้มีภาพนี้ร่วมกัน การเพิ่มแท็กซี่ในฐานะนักข่าวพลเมืองก็เป็นกำลังสำคัญครับ เราจะมีเรื่องในเมืองที่แต่เดิม สิบๆปีแล้วที่เราไม่เคยได้ยินก็เป็นได้ครับ

เมื่อมาเป็นวิทยากร ประเมินว่าความเป็นนักข่าวพลเมืองของคนอาชีพสาธารณะเป็นยังไง ??

หน้าตาดุดันมากครับ!! เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าผู้มีอาชีพสาธารณะจะทำได้แล้วก็ยังทำได้ดีด้วย เพราะทำไมไหมครับ? หลายคนที่ผมคุย คนที่ทำงานสาธารณะ เช่น ขับรถแท็กซี่ส่วนใหญ่เขาจะต้องมีทักษะในการบริการ เขาต้องมีจิตใจที่ยอมเสียสละ รถติดก็สู้ โอเค..คนไม่ดีมีทุกวงการเราไม่พูดถึง แต่ส่วนใหญ่ผมเชื่อว่ามันเป็นงานบริการ เพราะฉะนั้นดูหน่วยก้านของแต่ละคนแล้ว ผมเชื่อว่าเขาจะสามารถเข้าใจเลยว่าสื่อพลเมืองซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณะ จะงอกเงยงอกงามได้อย่างไรครับ

ถือว่าการใช้โทรศัพท์สื่อสารในกลุ่มคนอาชีพสาธารณะ ทำให้สะดวกกว่า ว แดง ??

จริงๆเครื่องมือพื้นฐานของแต่ละคนก็คือปาก สมองที่เราวิเคราะห์ ตาที่เรามองเห็น พอเราเจริญมาหน่อยก็มีเครื่องมือที่มันเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ว แดง ไม่ว่าจะเป็นการเขียนจดหมายอะไรก็แล้วแต่ แต่ปัจจุบันนี้นะครับ เครื่องมือที่แพงมาในอดีตเช่นกล้องโทรทัศน์ แต่เดิมต้องเป็นบริษัทเท่านั้นที่จะมีโอกาสเป็นเจ้าของ ตอนนี้โทรศัพท์มือถือทำได้คล้ายๆนะครับ อาจจะไม่ดีเท่าแต่มันลดช่องว่างในเชิงเทคโนโลยี พอช่องว่างมันลดแล้วคนที่เข้ามาทำก็จะต้องเข้าใจด้วยว่าเขาจะใช้เครื่องมือนี้ให้เป็นประโยชน์สูงสุด ต่อทั้งตัวเขาเอง ต่อวงการของเขา ต่อชุมชนแท็กซี่ แล้วก็ต่อพวกเราทั้งหมดได้ยังไง