ชาว อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “จับมือเป็นรั้วมนุษย์หน้าหมู่บ้าน หยุดไล่รื้อที่ทำกิน”

ชาว อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “จับมือเป็นรั้วมนุษย์หน้าหมู่บ้าน หยุดไล่รื้อที่ทำกิน”

ชาวบ้านบ่อแก้ว อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ และนักศึกษากว่ายี่สิบคนจาก มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชบูรณ์  ร่วมทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์  “กำแพงมนุษย์ หยุดไล่รื้อที่ทำกิน” พร้อมทั้งร่วมกันอ่านแถลงการณ์แสดงจุดยืนและจัดตั้ง “เครือข่ายนักศึกษาติดตามและเฝ้าระวังผลกระทบจากแผนแม่บท ป่าไม้ และที่ดิน”

                                        20142509191751.jpg                      ภาพจาก : เครือข่ายนักศึกษาติดตามและเฝ้าระวังผลกระทบแผนแม่บท ป่าไม้ และที่ดิน

 

แถลงการณ์เครือข่ายนักศึกษาติดตามและเฝ้าระวังผลกระทบ

จากแผนแม่บทที่ดินและป่าไม้

 

นับตั้งแต่ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เข้ายึดอำนาจการปกครองของประเทศไปจากประชาชน  ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557  ด้วยคำประกาศใหญ่โตว่า “จะจัดการความขัดแย้งทางการเมืองและคืนความสุขให้กับประชาชนในชาติ”  บัดนี้  ภายใต้กฎอัยการศึกอำนาจเผด็จการทหารปกคลุมทั่วท้องฟ้า  แสงสว่างแห่งสิทธิ  เสรีภาพของประชาชนมืดมิดลง ประชาชนผู้รักความเป็นธรรมถูกจองจำในกรงราวกับนกพิราบที่ถูกขังให้ไร้เสรี   ประชาธิปไตยของประชาชนคือสิ่งต้องห้ามที่น่ารังเกียจ  สิทธิในการชุมนุมอย่างสงบสันติและปราศจากอาวุธของประชาชนต้องหยุดชะงัก  ทั้งจากฝ่ายประชาธิปไตยซึ่งถูกตามจับกวาดล้างอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง(ต่างกับฝ่ายอนุรักษ์นิยมซึ่งยืนเคารพต่ออำนาจเผด็จการ)  สิทธิในการชุมนุมเรียกร้องสิทธิความเป็นธรรมในประเด็นปัญหาต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็น กรรมกร ชาวนาชาวไร่ พลังงาน เหมืองแร่ เขื่อน ป่าไม้ที่ดิน ของขบวนการภาคประชาชนเงียบสงัดจนไม่มีใครได้ยินเสียงพวกเขา  และมืดมิดจนไม่มีใครมองเห็น  หรือแม้แต่การชุมนุมทางวิชาการของนักศึกษา ปัญญาชน  ทั้งที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ที่การทำหน้าที่ตามสามัญสำนึกคือ สอนหนังสือและเรียนหนังสือ ก็ยังถูกปิดกั้นขัดขวาง  และภายในมหาวิทยาลัยต่างๆ ระบบการรับน้องแบบ SOTUS หรือ เศษซากของอำนาจนิยมกลับดังคำรามอย่างน่าหวาดหวั่น 

ประชาชนแบกรับความทุกข์ยากลำบากเสมอมาตั้งแต่ประวัติศาสตร์ที่พวกเขาสร้างประเทศนี้มาด้วยเลือดเนื้อ  และชีวิตของพวกเขา และประชาชนได้รับการคืนความสุขตามคำโฆษณาจริงๆ หรือ ?  ใครกันที่ขโมยความสุขของพวกเขาไป

ภายใต้คำสั่งคสช. ฉบับที่64/2557  เรื่องการปราบปรามและหยุดยั้งการทำลายทรัพยากรป่าไม้  ซึ่งกำหนดให้มีการไล่รื้อผู้บุกรุกออกจากพื้นที่ป่า  แต่ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหารและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง  ได้ละเลยไม่คำนึงถึงคำสั่งที่66/2557  “การกระทำใดๆ  ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมนั้นๆ ก่อนคำสั่ง คสช. ที่66/2557 มีผลบังคับใช้ ยกเว้นผู้บุกรุกใหม่จะต้องดำเนินการสอบสวนและพิสูจน์ทราบ เพื่อกำหนดวิธีการที่เหมาะสมและดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป”   ซึ่งโดยแท้จริงแล้วประชาชนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้บุกรุกนั้นพวกเขาคือ “ผู้บุกเบิก”  พวกเขาได้ลงแรงบุกเบิกแผ้วถางที่ดินเพื่อทำกินและอยู่อาศัยมาก่อนที่กฎหมายจะประกาศให้เป็นพื้นที่หวงห้าม  และส่วนใหญ่พวกเขาคือผู้ยากไร้  ผู้มีรายได้น้อย  และผู้ไร้ที่ดินทำกิน  ไม่ได้มีเจตนาบุกรุก  กฎหมายต่างหากคือ ผู้บุกรุกตัวจริง!  บุกรุกสิทธิในการมีชีวิตอยู่โดยปกติสุข  บุกรุกที่ดินทำกินที่บรรพบุรุษบุกเบิกไว้ให้  บุกรุกที่อยู่อาศัยจนพวกเขาแทบไม่มีบ้านอยู่  ไม่มีที่หลับนอน  ไม่มีที่ดินทำกิน  และไม่มีแม้ที่ยืนอย่างมั่นคงเพื่อพวกเขาจะได้ประกาศศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตนเอง   

จากแผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดิน และการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน  ตามนโยบายคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือ คสช. มีวัตถุประสงค์เพื่อหยุดยั้งการตัดไม้ทำลายป่าและทวงคืนพื้นป่าจากผู้บุกรุกและเพื่อฟื้นฟูสภาพป่าให้สมบูรณ์ขึ้นให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศภายใต้ 10ปี  โดยเน้นดูแลประชาชนในพื้นที่ป่าและรอบพื้นที่ป่าให้มีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 

แต่ทว่า  สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพียง 4 เดือน  ภายใต้คำสั่งคสช. ฉบับที่64/2557 ทำให้เกิดปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนผู้ยากกไร้ในพื้นที่ดินพาทต่างๆ ทั่วประเทศ  เช่น  ที่ดินทำกินในชุมชนทางภาคเหนือถูกทวงคืนผืนป่า  ไปแล้วกว่า 90,877 ไร่  และชาวบ้านก็ถูกจับกุมข้อหาบุกรุกกว่า 200 ราย  ที่ อำเภอแม่สะเรียง  อำเภอสบเมย อำเภอขุนยวม  จังหวัดแม่ฮ่องสอน  และที่อำเภออมก๋อย  จังหวัดเชียงใหม่  ชาวบ้านถูกฟ้องขึ้นศาลคดีบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน จำนวน 6ราย  ส่วนทางภาคใต้พื้นที่นับแสนไร่ ในจังหวัดสุราษฏร์ธานี ถูกยึดครองโดยนายทุนสวนปาล์มมายาวนานร่วม 30 ปี แบบผิดกฎหมาย  ได้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรง  มีการข่มขู่คุกคาม และลอบสังหารเกษตรกร ทั้งหญิงและชายเสียชีวิตไปแล้ว 3 คน  ในภาคอีสานได้ทวงคืนผืนป่าไปแล้วกว่า 50,000ไร่ ที่ชุมชนเก้าบาตร  จังหวัดบุรีรัมย์  มีการสนธิกำลังระหว่างทหาร  เจ้าหน้าที่กรมอุทยาน  เจ้าหน้าที่ป่าไม้  เข้าไปที่ชุมชนด้วยอาวุธครบมือ  บางชุมชนถูกจับ ถูกข่มขู่  ให้รื้อถอนบ้านเรือนพืชผลออกจากพื้นที่  อีกทั้ง แกนนำบางหมู่บ้านก็ถูกเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวไป  และที่ชุมชนบ่อแก้ว  จังหวัดชัยภูมิ  วันที่ 25  ก.ย. 2557 นี้ครบกำหนด 30 วัน  ตามประกาศของจังหวัดชัยภูมิ  โดยอาศัยอำนาจคณะอนุกรรมการป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าจังหวัดชัยภูมิ และคำสั่ง คสช. ที่ 64/2557  ซึ่งชาวบ้านได้ผ่านการพิสูจน์สิทธิ  และพูดคุยถึงระดับนโยบายมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง  แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง

อำนาจที่ไม่มีความชอบธรรมย่อมนำมาซึ่งการกระทำที่ไม่เป็นธรรม  เหมือนกับต้นไม้พิษผลที่ออกมาย่อมเป็นพิษ  การไล่รื้อที่ดินทำกินของชาวบ้าน  ทำลายบ้านเรือนที่อยู่อาศัย  ทำลายพืชผลการเกษตร  การใช้กำลังและอาวุธ  การบีบบังคับข่มขู่  จะไม่เกิดขึ้นในสังคมที่เป็นประชาธิปไตย สังคมที่ยอมให้มีความเห็นที่แตกต่าง ถกเถียงแลกเปลี่ยนเพื่อนำไปสู่สิ่งใหม่ เป็นสังคมที่สิทธิ เสรีภาพของประชาชนได้รับการเคารพและเชิดชู เป็นสังคมที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจและผู้ปกครองมีหน้าที่รับใช้ตามเจตจำนงของประชาชน  

ความไม่เป็นธรรมในสังคมยังคงถูกตั้งคำถามต่อไปว่า ที่ดินในประเทศนี้ประชาชน 80% ถือครองที่ดิน20% แต่คนกลุ่มน้อยเพียง 20% กลับถือครองที่ดินมากถึง 80%  แท้จริงแล้วที่ดินเป็นของใคร? มิใช่ของผู้ถือคันไถดอกหรือ? ทำไมเจ้าหน้าที่รัฐถึงได้เร่งรัดเอากับประชาชนตัวเล็กตัวน้อยนัก  ซึ่งส่วนใหญ่ก็อาศัยอยู่มาก่อนการประกาศเขตสงวนหรือเขตอุทยาน  ทำไมถึงไม่จัดการเอากับพวกนายทุน  นักการเมือง  และพวกข้าราชการ  ที่ถือครองที่ดินกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันและอิ่มหนำสำราญจากการแสวงหาผลประโยชน์ทั้งบนเขา ตีนเขา ทั้งในน้ำและในป่า   ปล่อยให้ประชาชนอดตายไม่มีที่ดินทำกิน  ไม่มีที่อยู่อาศัย  ที่ดินที่มีอยู่อย่างน้อยนิดก็กำลังจะถูกยึดไป  พวกเราประชาชนมีชีวิตอยู่ไม่สมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เลย  ถึงเวลาแล้วที่พวกเราขอประกาศว่า  ”พอกันที!”

“ถึงไล่เราเราก็ไม่ไป เราไม่มีที่จะไป เรามันคนจน”  นี่คือเสียงหนึ่งจากชาวบ้านที่บ่อแก้ว และเป็นเสียงที่ดังมาจากใจของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ  ที่ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในสิทธิการทำกินในที่ดิน และได้หลอมรวมเข้าเป็นจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ร่วมกัน พร้อมกับประกาศก้องว่า ที่ดินต้องเป็นของประชาชน”

ณ สวนป่าคอนสาร  25 กันยายน 2557 

เครือข่ายนักศึกษาติดตามและเฝ้าระวังผลกระทบจากแผนแม่บทที่ดินและป่าไม้

 

  • กลุ่มลุ่มน้ำโขงศึกษา
  • กลุ่มสันติภาพเพชรบูรณ์
  • ชมรมนักศึกษาเพื่อการพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น
  • ชมรมอาสาพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฎเพชรบูรณ์
  • กลุ่มเผยแพร่กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม(ดาวดิน)
  • กลุ่มปุกฮัก มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
  • กลุ่มเถียงนาประชาคม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
  • กลุ่มเพื่อนสังคม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
  • กลุ่มเทียนไข มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
  • กลุ่มรัฐศาสตร์สัมพันธ์ มหาวิทยาลัยราชภัฎร้อยเอ็ด
  • กลุ่มบ้านสันติภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฎร้อยเอ็ด
  • กลุ่มนกกุญแจ มหาวิทยาลัยราชภัฎร้อยเอ็ด
  • กลุ่มเสรีนนทรี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  • กลุ่มอิสระกล้าเทียนหิน มหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมา
  • เครือข่ายนักศึกษาภาคเหนือ
  • ชุมชนนักกิจกรรมภาคเหนือ
  • กลุ่มลูกชาวบ้าน ม.บูรพา
  • กลุ่มเพื่อนรักษ์ Friend For Save (FFS) ชุมชนกระท่อมเพื่อประชาชน บางแสน
  • ชมรมนกเสรีเพื่อโรงเรียนในชนบท มหาวิทยาลัยแม่โจ้
  • กลุ่มสะพานสูง ม.ธรรมศาสตร์
  • โครงการพัฒนาคนรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม

 ABOUT THE AUTHOR

ประชาชน