ประชามติ 2559 ประชาธิปไตยที่หลงทาง

ประชามติ 2559 ประชาธิปไตยที่หลงทาง

คมสันติ์ จันทร์อ่อน
กองเลขาธิการสลัม 4 ภาค

ช่วงปี 2540 เป็นช่วงชีวิตที่ผมได้ก้าวย่างเข้าไปในรั้วมหาวิทยาลัยรามคำแหง พร้อมกับเป็นช่วงสถานการณ์บ้านเมืองที่กำลังเข้าสู่ความเข้มข้นในเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญโดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ชมรมศึกษาปัญหาแหล่งเสื่อมโทรม เป็นสถานที่บ่มเพาะความคิด จิตสำนึก ให้ได้มองถึงสังคมรอบข้าง แทนที่จะมองแต่เรื่องตนเอง หรือเรียนให้จบ ๆ ไปแล้วไปหางานทำ

ชมรมศึกษาปัญหาแหล่งเสื่อมโทรมนี่เอง ที่ได้พาผมไปรู้จักสังคมอีกมุมหนึ่งที่สังคมกระแสหลักมองข้าม ไม่ให้ความสำคัญ แต่กลุ่มคนในสังคมนั้นกลับมีความสำคัญต่อสังคมกระแสหลักเป็นอย่างมาก นั่นคือ “สลัม” คนเหล่านั้นเป็นฟันเฟืองหลักในการพัฒนาเมืองใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นแรงงานราคาถูก แรงงานนอกระบบที่ชนชั้นกลางไม่ทำกัน หากขาดแรงงานเหล่านี้ไปเมืองจะเจริญไม่ได้อย่างแน่นอน (วาทะ พี่เปี๊ยก นายทวีศักดิ์ แสงอาทิตย์ แกนนำชาวบ้านสลัม)

นั้นคือบทบาทแรกที่ผมได้สวมเสื้อตัวที่ 2 จากชุดแรกที่สวมใส่คือชุดนักศึกษา เสื้อชุดที่ 2 นี่เองที่ทำให้ผมและกลุ่มชมรมศึกษาปัญหาแหล่งเสื่อมโทรมถูกเรียกขานว่าเป็น “นักกิจกรรม” ที่ศึกษาปัญหาชีวิตชาวคนจนเมืองที่ถูกละเลยจากสังคมหลัก เป็นอีกหนึ่งวิชาที่ไม่ได้ลงทะเบียนเรียน แต่ได้ความรู้มากมายกว่าการท่องจำกระดาษข้อสอบหน้ารามมากยิ่งนัก

20163006164242.jpg

บทเรียนจากการเป็นนักกิจกรรมของชมรมศึกษาปัญหาแหล่งเสื่อมโทรมนี้เองทำให้ผมได้รู้จักและได้ร่วมเคลื่อนไหวด้วยคือ “สหพันธ์นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)” และนี้เองที่ทำให้ผมได้มองสังคมได้กว้างมากขึ้นไปอีก เพราะการเคลื่อนไหวของ สนนท. ช่วงเวลานั้นก็จะสอดรับกับสถานการณ์บ้านเมืองที่กำลังร่างรัฐธรรมนูญกันอยู่ และกลุ่มนักการเมืองพรรคต่าง ๆ ก็ใจจดใจจ่อถึง ร่าง รธน. ใหม่ที่จะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร

20163006164250.jpg

หลังจากภารกิจ สสร. จบลง ประเทศไทยได้ร่าง รธน.ใหม่มา แน่นอนเนื้อหามันดีขึ้นกว่า รธน.เดิมอย่างสิ้นเชิง เนื้อหาสอดรับกระบวนการประชาธิปไตยอย่างแท้จริงตั้งแต่กระบวนการเลือกผู้แทน สสร. จนถึงเนื้อหาในเล่มร่าง รธน. “การรณรงค์” จึงเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง

เราทั้งในนามชมรมศึกษาปัญหาแหล่งเสื่อมโทรม และ สนนท. ร่วมกันจัดรณรงค์ไม่ว่าจะเป็นในมหาวิทยาลัยของตนเอง ที่ร่วมกับชมรม กลุ่ม ค่าย หรือแม้แต่พรรคในมหาวิทยาลัย จัดเวทีน้อยใหญ่ตามแต่โอกาส เพื่อให้เพื่อน ๆ นักศึกษาได้ข้อมูลเนื้อหาจากร่าง รธน. ฉบับปี 2540 หรือที่สังคมได้ขนานชื่อว่าเป็น รธน. ฉบับประชาชน

การรณรงค์ของเราไม่ได้หยุดแค่ตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่เป็นสมาชิกของ สนนท. เท่านั้น เรายังมีนัดจัดเวทีสาธารณะตามจุดเมืองหลวงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย วงเวียนใหญ่ หรือย่านบางลำพู เป็นต้น เราจัดเวทีอภิปรายแสดงความเห็นกันอย่างเต็มที่ เปิดเผย และสร้างสรรค์ จนเกิดสัญลักษณ์ “ธงเขียว” ขึ้นมาเพื่อแสดงตัวตนให้รู้ว่าประชาชนที่มีธงเขียวนั้นต้องการร่าง รธน. ฉบับปี 2540 นี้

จนกระทั่งการลงคะแนนเห็นชอบรับร่าง รธน. ฉบับปี 2540 ก็เริ่มขึ้นในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็น สส. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งหมดพิจารณาออกเสียงว่าจะ รับ หรือ ไม่รับ ร่าง รธน. ฉบับนี้ 

ก่อนวันลงคะแนนเสียงผมยังจำได้ดี เรา นักศึกษา องค์กรประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ได้ร่วมกันจัดเวทีใหญ่กลางสนามหลวง ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันอภิปรายเนื้อหา ร่าง รธน. หรือกลุ่มไหนมาจากจังหวัดไหนถึงขั้นประกาศกร้าว หาก สส. จังหวัดตนเองไม่รับร่าง รธน. นี้ เลือกตั้งครั้งใหม่จะไม่เลือกกลับเข้ามาเป็น สส. ในจังหวัดนั้น ๆ อีก นี่เป็นแนวทางวิถีทางประชาธิปไตยในช่วงยุคที่ผมเป็นนักกิจกรรมช่วงนั้น

กลับมาสู่ปัจจุบัน ปี 2559 ผ่านมาแล้ว 19 ขวบปี การพัฒนาด้านประชาธิปไตยควรจะไปในทิศทางที่ดีขึ้น การแสดงออกทางความคิดเห็นเชิงสร้างสรรค์ “ควร” จะได้รับการยอมรับและเปิดกว้างมากขึ้น แต่กลับตรงกันข้าม 

เป็นที่เข้าใจกันได้ว่าการเข้ามาปกครองโดยทหารในช่วงนี้ แม้ว่าจะเป็นภาวะไม่ปกติทั่วไปแต่ทิศทางที่ทางนายกรัฐมนตรี หรือ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้ประกาศไว้ว่า จะเป็นการเข้ามาปกครองประเทศเพื่อนำไปสู่ประชาธิปไตยอย่างสากล และที่บริหารอยู่นี่เป็นประชาธิปไตยอยู่แล้วถึง 99 เปอร์เซ็นต์ และพยายามจะสร้างกระบวนการประชาธิปไตยโดยการจัดให้มีประชามติ เพื่อได้ให้ประชาชนออกเสียงแสดงความเห็นถึง ร่าง รธน. ฉบับใหม่นี้ ว่าควรจะ “รับ” หรือ “ไม่รับ” ร่างนี้ แต่กลับกลายเป็นเพียงแค่เปลือกกระบวนการ แต่หัวใจหลักนั้นถูกละเลย และปิดกั้นทุกวิถีทาง 

ดังจะเห็นได้จากมีการข่มขู่ออกหน้าสื่ออย่างเนือง ๆ โดยคณะกรรมการจัดการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ว่าจะดำเนินคดีต่อบุคคลนั้น กลุ่มนี้ เพียงเพราะการแสดงความเห็นที่แตกต่างจากฝ่ายบริหาร ที่เป็นเนื้อหาโดยแท้ของร่าง รธน. ฉบับนี้ หรือล่าสุดที่มีการจับกุมนักศึกษา นักกิจกรรม ที่รณรงค์เผยแพร่เนื้อหาอีกด้านหนึ่งของร่าง รธน. ฉบับนี้ต่อสาธารณะ เพื่อให้เข้าใจเนื้อหาอย่างถ่องแท้ กลับถูกตำรวจจับ (ก่อน) แล้วแจ้งข้อหาทำผิดกฎหมายประชามติ ส่งผลให้กลุ่มคนเหล่านั้นต้องติดคุกเพียงเพราะ “รณรงค์” เนื้อหาร่าง รธน.

ร่าง รธน. ฉบับนี้ หากยังไม่เปิดเล่มอ่านเนื้อหา เพียงแค่มองที่มา ที่ไป ก็แทบจะไม่มีความชอบธรรมในการนำเสนอต่อประเทศได้ เนื่องจากเป็นกลุ่มคนที่แต่งตั้งมาโดยไม่ได้ยึดโยงจากประชาชนส่วนใหญ่ ส่วนกระบวนการรณรงค์สามารถทำได้เพียงฝ่ายเดียว นำเสนอเพียงด้านเดียว ภาคประชาชนไม่สามารถจะดำเนินการได้ หากจะดำเนินการก็ต้องผ่านขั้นตอนมากมายหลายอย่างและต้องถูกกำกับดูแลโดยเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด ที่พร้อมจะสามารถยุติการกระทำได้ทันที

นี่ไม่ใช่รูปการที่จะพาสังคมไทยไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แต่มันจะเป็นการปิดกั้นอิสรภาพ เสรีภาพ ของประชาชน ปิดไว้เพื่อรอวันจะระเบิดออกมา

20163006164301.jpg

ดังนั้น ถึงแม้ผมจะเป็นเพียงเสียงเล็ก ๆ 1 เสียง ในสังคม จึงอยากจะให้ คสช. และรัฐบาลได้ทบทวนกระบวนการ วิธีคิดใหม่ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด เรื่องเล่าเรื่องนี้มิได้คาดหวังที่จะเรียกร้องต่อ คสช. จะเห็นตามคำร้องขอ

แต่อยากจะส่งเสียงนี้ถึงนักกิจกรรม ทั้งในอดีต และปัจจุบัน ที่เคยเรียกร้องประชาธิปไตยกันมา ร่วมปกป้อง “สิทธิ อิสระ เสรีภาพ ของประชาชน” ร่วมกันอีกครั้ง การรณรงค์ประชามติครั้งนี้ ไม่ใช่สิ่งอัปยศแต่อย่างใด

สิทธิ อิสระ เสรีภาพ ทางความคิด การแสดงออก เป็นของประชาชนทุกคน !!!

 ABOUT THE AUTHOR

Blogtizen เป็นพื้นที่กลางสำหรับเปิดรับงานเขียน บทความ ทัศนะวิจารณ์ สารคดี ผ่านการคัดเลือกดูแลเนื้อหาโดยกองบรรณาธิการเว็บไซต์ โดยสามารถส่งต้นฉบับมาให้เราได้ที่ ctzthaipbs@gmail.com