พื้นดินแตกหลัง ม.อ.ปัตตานี : นักวิชาการ อธิบาย เป็นเรื่องธรรมชาติ ของดินโคลนที่เจอสภาพอากาศร้อน

พื้นดินแตกหลัง ม.อ.ปัตตานี : นักวิชาการ อธิบาย เป็นเรื่องธรรมชาติ ของดินโคลนที่เจอสภาพอากาศร้อน

                             

                                                                         

บริเวณหาดรูสะมิแล หลังมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี แห่งนี้เป็นพื้นที่ดินงอก อยู่ติดกับชายทะเล ก่อนหน้านี้สภาพพื้นที่เป็นดินโคลนเป็นบริเวณกว้าง ในหน้าฝนจะมีน้ำขังเหมือนสระน้ำทั่วไป   ระยะนี้สภาพอากาศในตัวเมืองปัตตานีค่อนข้างร้อน ส่งผลให้ดินโคลนบริเวณนี้ แตกออกจากกัน และเมื่อมีการแชร์ภาพถ่ายของดินโคลนที่แห้งร้าวเป็นวงกว้าง ทำให้กลายเป็นจุดสนใจของนักท่องเที่ยวในจังหวัดปัตตานีและพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงในโลกโซเชียลมีเดีย ทั้ง Facebook , Line , Instagram และ Twitter ต่างทยอยกันมาเก็บภาพบรรยากาศจำนวนมาก

จากกระแสที่เกิดขึ้นในพื้นที่   ทีมข่าวพลเมืองได้พูดคุยเรื่องนี้เพิ่มเติมกับ  ซุกรี หะยีสาแม คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี  เพื่ออธิบายสิ่งที่เกิดนั้น

อ.ซุกรี  กล่าวว่า  พื้นที่ดินโคลนโดยปกติเมื่อเจอสภาพอากาศร้อน และแห้ง ส่งผลให้ผืนดินเป็นลักษณะของรอยร้าว ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมชาติ ที่มักเกิดขึ้นกับดินโคลนในช่วงหน้าร้อน

 “กรณีปรากฏการณ์ผืนดินแห้ง และแตกร้าว บริเวณหลังสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ หรือ หาดรูสะมิแล อ.เมือง จังหวัดปัตตานี เนื่องจากที่ดินในบริเวณนั้นถูกนำมาจากการขุดลอก โคลนหรือดินเลน ไปทิ้งไว้ที่นั่น เมื่อน้ำแห้งและแดดเผา จึงกลายเป็นรอยแยก ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เหมือนนาข้าว และนาเกลือทั่วๆไป ดินอ่อน ดินเลน ดินโคลน จะเป็นแบบนี้หมดในช่วงหน้าร้อน  และในช่วงหน้าร้อนเมื่อน้ำระเหย การจับตัวของดินก็เริ่มหายไป จะเกิดเป็นรอยแยก บางที่ถ้าเป็นพื้นที่น้อยๆ ก็ไม่เป็นอะไรมาก แต่บังเอิญหลัง ม.อ.ปัตตานี มันมีพื้นที่กว้างและเป็นดินเลนที่เกิดจากการขุดลอก  จึงกลายเป็นสนามกว้างๆ พอแห้งและมีแดดส่องจึงเกิดการแยกตัวอย่างที่เห็น    เรื่องที่เกิดขึ้นในบริเวณนั้น เป็นความปกติของธรรมชาติ แต่ด้วยยุคโซเชียลมีเดีย ที่เริ่มมีการโพสรูปและแชร์ต่อๆกันไป จึงสร้างความน่าสนใจและดึงดูดผู้คนให้เดินทางมาดูและถ่ายรูปกันเป็นจำนวนมาก” อ.ซุกรี  กล่าว

               

                   

                         

                         

                                                         ขอบคุณภาพจาก คุณ Kita Asree Berdikari

                   

                                                              ขอบคุณภาพจาก @Sumpant Kongmark

 ABOUT THE AUTHOR