มูลนิธิผสานวัฒนธรรมชี้ ‘คำสั่ง 13/2559’ ขัดหลักนิติรัฐ-ผิดคำมั่นประชาคมโลกเรื่อง ‘สิทธิมนุษยชน’

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมชี้ ‘คำสั่ง 13/2559’ ขัดหลักนิติรัฐ-ผิดคำมั่นประชาคมโลกเรื่อง ‘สิทธิมนุษยชน’

1 เม.ย. 2559 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เผยแพร่แถลงการณ์คัดค้านคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ 13/2559 “ขัดหลักนิติรัฐและคำมั่นสัญญากับประชาคมโลกเรื่องสิทธิมนุษยชน” ระบุคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติดังกล่าว ขัดและแย้งต่อหลักนิติรัฐหรือหลักนิติธรรม หลักการสากลด้านสิทธิในกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งขัดกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

อีกทั้งมีความเสี่ยงที่ทำให้ประชาชนถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายรูปแบบ โดยมีข้อสังเกตดังต่อไปนี้ 1.นิยามของคำว่า บุคคลที่มีพฤติการณ์การกระทำความผิดอาญาตามคำสั่งฯ เป็นความหมายที่กว้างและขึ้นอยู่กับดุลพินิจและการตีความตามอำเภอใจของเจ้าพนักงานฯ 2.อำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามในการจับกุมตัวบุคคล เพื่อสอบถามเป็นเวลา 7 วัน โดยควบคุมตัวไว้ในสถานที่ที่ไม่ใช่สถานตำรวจ ที่คุมขัง ทัณฑสถาน หรือเรือนจำ อาจทำให้มีการควบคุมตัวที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน และเป็นการละเมิดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศ

3.ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีในอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี และได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันบุคคลทุกคนจากการสูญหายโดยถูกบังคับ แต่การขาดซึ่งความโปร่งใส่และตรวจสอบได้ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาตามคำสั่งนี้จะส่งผลให้ประชาชนตกอยู่ในความเสี่ยงและความหวาดกลัวว่าจะถูกละเมิดสิทธิตามอนุสัญญาดังกล่าว
 
“มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ฐานะหัวหน้าคณะรักษาความปลอดภัยพิจารณาทบทวนคำสั่งนี้ เพื่อดำรงไว้ซึ่งหลักนิติรัฐ นิติธรรม และหลักการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ซึ่งถือเป็นหลักการพื้นฐานและจำเป็นของการนำประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตย” แถลงการณ์ระบุ

แถลงการณ์มีรายละเอียด ดังนี้

20160104162819.gif

แถลงการณ์มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
คัดค้านคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ 13/2559
ขัดหลักนิติรัฐและคำมั่นสัญญากับประชาคมโลกเรื่องสิทธิมนุษยชน

ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ออกคำสั่งที่ 13/2559 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2559 เรื่องการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดบางประการที่เป็นภยันตรายต่อความสงบเรียบร้อยหรือบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยเนื้อหาของคำสั่งดังกล่าวเป็นการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารอย่างกว้างขวาง โดยไม่มีองค์กรด้านกระบวนการยุติธรรมและองค์กรตุลาการใดใดร่วมตรวจสอบการใช้อำนาจในแต่ละขั้นตอนได้ โดยอ้างว่าเพื่อให้อำนาจในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาญาหลายประเภท มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเห็นว่าคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติดังกล่าว ขัดและแย้งต่อหลักนิติรัฐหรือหลักนิติธรรม หลักการสากลด้านสิทธิในกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งขัดกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อีกทั้งมีความเสี่ยงที่ทำให้ประชาชนถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายรูปแบบ โดยมีข้อสังเกตดังต่อไปนี้

1. นิยามของคำว่า บุคคลที่มีพฤติการณ์การกระทำความผิดอาญาตามคำสั่งฯ เป็นความหมายที่กว้างและขึ้นอยู่กับดุลพินิจและการตีความตามอำเภอใจของเจ้าพนักงานฯ ที่ทำหน้าที่ตามผลของคำสั่งดังกล่าว การควบคุมตัวบุคคลตามคำสั่งนี้อาจเป็นการควบคุมตัวตามอำเภอใจซึ่งหมายถึงการกระทำที่เป็นการควบคุมตัวที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และ/หรือ โดยไม่อาจคาดคะเนได้หรือไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอน แม้ว่าจะเป็นการอ้างคำสั่งนี้ในทางกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติดุลพินิจของเจ้าพนักงานฯ ก็อาจปราศจากมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย ไม่เป็นไปตามกฎหมาย หรือไม่มีเหตุอันควร หรือไม่จำเป็นในพฤติการณ์ของคดี โดยไม่มีหน่วยงานใดใดตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของเจ้าพนักงานได้ และอาจก่อให้เกิดความเสียหายทั้งต่อสิทธิเสรีภาพ สิทธิในชีวิตร่างกาย และทรัพย์สิน (กรณีการสั่งยึดทรัพย์) ต่อประชาชน สิทธิในการแสดงทางความคิดเห็น สิทธิในการชุมชมโดยสันติ เป็นต้น

2. อำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามในการจับกุมตัวบุคคล เพื่อสอบถามเป็นเวลา 7 วัน โดยควบคุมตัวไว้ในสถานที่ที่ไม่ใช่สถานตำรวจ ที่คุมขัง ทัณฑสถาน หรือเรือนจำ โดยอาจมีการควบคุมตัวบุคคลดังกล่าวในสถานที่ลับ ไม่เปิดเผย ไม่สามารถติดต่อกับญาติ หรือทนายความได้ ซึ่งเป็นการควบคุมตัวที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน และเป็นการละเมิดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หลักการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรม และอาจทำให้ผู้ถูกจับ ผู้ถูกควบคุมตัว ตามคำสั่งนี้ต้องขาดหลักประกันสิทธิในการเข้าถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรม อาทิเช่น สิทธิในการได้รับการเยี่ยมญาติ สิทธิในการพบทนายความ สิทธิในการพบแพทย์ เป็นต้น โดยอาจตกเป็นผู้เสียหายจากการทรมานหรือการบังคับหายสาบสูญได้

3. ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีในอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment-CAT) และได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันบุคคลทุกคนจากการสูญหายโดยถูกบังคับ (Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance -ICCPED)โดยหลักการสำคัญของอนุสัญญาฯ ทั้งสองฉบับนี้คือการให้คำมั่นสัญญากับประชาคมโลกต่อการเคารพต่อหลักการด้านสิทธิมนุษยชนว่า ประเทศไทยจะพยายามดำเนินการเพื่อให้หลักการห้ามทรมานหรือการบังคับให้สูญหาย ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงหรืออาจเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติโดยเด็ดขาด การขาดซึ่งความโปร่งใส่และตรวจสอบได้ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาตามคำสั่งนี้ส่งผลให้ประชาชนตกอยู่ในความเสี่ยงและความหวาดกลัวว่าจะถูกละเมิดสิทธิตามอนุสัญญาดังกล่าว
 
มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาฐานะหัวหน้าคณะรักษาความปลอดภัยพิจารณาทบทวนคำสั่งนี้ เพื่อดำรงไว้ซึ่งหลักนิติรัฐ นิติธรรม และหลักการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ซึ่งถือเป็นหลักการพื้นฐานและจำเป็นของการนำประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตย

 ABOUT THE AUTHOR

Blogtizen เป็นพื้นที่กลางสำหรับเปิดรับงานเขียน บทความ ทัศนะวิจารณ์ สารคดี ผ่านการคัดเลือกดูแลเนื้อหาโดยกองบรรณาธิการเว็บไซต์ โดยสามารถส่งต้นฉบับมาให้เราได้ที่ ctzthaipbs@gmail.com