สิ้นเสียงสะอื้น..เมาแล้วขับเท่ากับฆาตกร “บทเรียนราคาแพงของสังคมไทย”

สิ้นเสียงสะอื้น..เมาแล้วขับเท่ากับฆาตกร “บทเรียนราคาแพงของสังคมไทย”

           แม้ความตายจะเป็นเรื่องธรรมดา ที่ใครก็หนี่ไม่พ้น แต่คนเราก็ไม่ควรตายจากเรื่องไม่เรื่องไม่ไช่เหรอ ยิ่งคนที่มีสภาพร่างกายแข็งแรง พยายามดูแลตัวเองมาโดยตลอด  ทั้งร่างกายและจิตใจ แวดล้อมด้วยมวลมิตร และยังทำคุณประโยชน์ต่อบ้านเมืองได้อีกมากมาย 

      ภายในวัดต้นจันทร์ ตำบลหนองจ็อม อำเภอสันทราย เชียงใหม่ที่ตั้งศพของพี่ชัยรัตน์ หนึ่งในสมาชิกชมรมเสือสันทรายที่เสียชีวิตจากนักศึกษาสาว เมาแล้วขับ เต็มไปด้วยความเศร้าโศก ชาวบ้านส่วนหนึ่งกำลังกางเต้นเพิ่มเพื่อรองรับกลุ่มคนและองค์กรที่คาดว่าจะมีจำนวนมาก ช่วงที่ผ่านมามีชมรมจักรยานต่างๆ เข้ามาแสดงความเสียใจอย่างต่อเนื่อง เช่น เสือสันกำแพง ชมรมจักยานลำพูน ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพจังหวัดเชียงใหม่ 

      ปัจจุบันเหลือเพียงลูกสาวสองคนที่อายุไล่เรี่ยกับสาวที่ขับรถชน ทั้งสองอยู่ในอาการเศร้าโศก หน้าตาอิดโรย จากการไม่ได้พักผ่อน แต่ก็ต้องฝืนทำหน้าที่ต้อนรับแขกเรือที่มาร่วมงานเพื่อพ่อครั้งสุดท้าย 

      ครั้งนี้ถือว่าเป็นการสูญเสียเสาหลักของครอบครัวอย่างไม่มีวันกลับ ที่ผ่านมาเหลือกันอยู่เพียงสามคน คือ พ่อ และลูกสาวทั้งสองคนที่อยู่ด้วยกันอย่างอบอุ่น

      สมาชิกชมรมเสือสันทรายหลายคนที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้นต้องกระจ่ายกันช่วยงานกลุ่มล่ะ 3-4 คน ตั้งแต่วันแรก ส่วนหนึ่งออกไปเยี่ยมให้กำลังใจผู้ที่นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาง สมาชิกทำหน้าที่ทุกอย่าง ถือเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของชมรม เพราะสมาชิกจากไปพร้อมกันถึง 4 ท่าน สมาชิกส่วนหนึ่งที่ประจำงานพี่ชัยรัตน์ก็ทำหน้าที่ประหนึ่งญาติผู้ใหญ่คอยต้อนรับ  พูดคุย คอยตอบคำถามแทนลูกสาวพี่ชัยรัตน์ที่ยังอยู่ในอาการเศร้าโศก 

      องค์กรเอกชนที่ทำงานด้านการงดเหล้าอย่าง “เครือข่ายประชาคมงดเหล้าจังหวัดเชียงใหม่” ร่วมแสดงความเสียใจและช่วยเหลือในบางส่วน เครือข่ายฯ ขับเคลื่อนเรื่องนี้มายาวนาน และเรียกร้องใ่ห้มีการบังคับใช้กฏหมายอย่างเข้มข้น  โดยเฉพาะในช่วงงานประเพณี งานบุญเฉลิมฉลองกันจนเลยเถิดจนกลายเป็นหาปัญหาสังคม บันทอนความมั่นคงและความปลอดภัยของผู้คน ทำลายวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงาม แต่ดูเหมือนเป็นเสียงเบาเสียจนสังคมมองว่าเป็นกลุ่มคนแปลกแยกคนทั่วไป

     ปัจจุบันสังคมเริ่มตื่นตัวต่อคนดื่มสุราเพราะมองว่า “เป็นการคุกคามปกติสุขของผู้คนทั่วไป” ไม่เหมือนอดีตที่คนดื่มรู้จักประมาณ ใช้ประกอบพิธีกรรม สังคมควบคุมกันเองได้ไม่จำเป็นต้องใช้กฏหมาย หากสังคมเรามีกลไกควบคุมให้คนดื่มอย่างพอเหมาะพอดี หรือใช้คำว่าดื่มจนเลยเถิด คงเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่ง และคงไม่มีการสูญเสียเช่นทุกวันนี้  แต่คำถามคืออะไรล่ะที่จะเป็นกลไกควบคุม 
     กฏหมาย มีความรัดกุมและบังใช้จริงจังแค่ไหน
     เก็บภาษีสุราเพิ่ม คนก็ดิ้นรนแสวงหาจนได้ จนกลายเป็นปัญหาอื่นต่อมา
     รณรงค์ ทำอย่างเพียงพอต่อเนื่องและทุกช่องทางหรือยัง
     บอกกล่าวตักเตือนภายในครอบครัว ทั้งที่ผู้นำครอบครัวยังดื่มอยู่
     ปิดโรงเหล้า ทำได้ไงก็เมื่อเขามีกฏหมายรองรับ และยังมีกลุ่มคนที่ได้ประโยชน์
     ศีลธรรมกำกับ ในยุคที่คนไม่ค่อยเชื่อเรื่องบาป บุญ 
   
    คงต้องช่วยกันค้นหาสิ่งที่จะมาถ่วงดุลการดื่มสุราอย่างเป็นระบบ อย่าให้เป็นลักษณะเกิดเหตุการณ์ทีก็ลุกมาเห็นใจ และตะโกนด่าสาปแช่งที แล้วที่สุดก็เงียบหายไป เพราะอนาคตลูกหลานเรายังอยู่อีกนาน อย่าให้ลูกหลานอ้างว่า “ก็บรรพบุรุษเราพาทำแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว”