เมื่อการคุ้มครองป้องกันทรัพยากรแร่เป็นวาระแห่งชาติ

เมื่อการคุ้มครองป้องกันทรัพยากรแร่เป็นวาระแห่งชาติ

จับตาอนาคตทรัพยากรแร่ของประเทศไทย จับตามติ ครม. การแก้กฎหมาย ไมนิ่งโซน การปลดล็อคเพื่อขยายเหมืองทอง การขายทรัพยากรให้นายทุนฯ

 

แม้นวาด กุญชร ณ อยุธยา

20160201165252.jpg

ภาพ : “ฉันคือพลอย” สัญลักษณ์ของชาวบ้านกลุ่มฅนรักบ้านเกิด ที่แสดงออกเพื่อทวงถามความยุติธรรม เพื่อปกป้องบ้านเกิด และเพื่อปกป้องน้องพลอย เยาวชนในหมู่บ้านที่ถูกเหมืองทองฟ้องข้อหาหมิ่นประมาท โดย กลุ่มฅนรักบ้านเกิด

 

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2558 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  (ป.ป.ช.) เสนอ ‘มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตในอุตสาหกรรมแร่’ ต่อคณะรัฐมนตรี จากที่ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับ ‘การทุจริตโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐมีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริต ปล่อยให้มีการลักลอบทำแร่โดยได้รับประโยชน์ตอบแทน หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับนายทุนในขบวนการลักลอบทำแร่ ระหว่างปี 2552 – 2557 จำนวน 48 เรื่อง’

สาระสำคัญโดยสรุปของข้อเสนอ คือ 

1.ให้รัฐบาลตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรแร่ และให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรแร่อย่างยั่งยืน โดย ‘กำหนดให้การคุ้มครองป้องกันทรัพยากรแร่เป็นวาระแห่งชาติ’ 

2.กำหนดยุทธศาสตร์เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรแร่เป็นนโยบายหลักของรัฐบาล ‘โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าของการสูญเสียทรัพยากรแร่กับสิทธิและผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน โดยเฉพาะการพิจารณาทางเลือกในการบริหารจัดการทรัพยากรแร่ การเลือกที่จะเก็บทรัพยากรแร่ชนิดที่มีมูลค่าและขาดแคลนไว้ก่อนการจัดลำดับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรแร่ให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ทั้งภายในและภายนอกประเทศ’ และ

3.รัฐบาลควรตระหนักถึงปัญหาในการบริหารจัดการทรัพยากรแร่ และกระบวนการดำเนินการในอุตสาหกรรมแร่ โดยเฉพาะประเด็นที่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความปลอดภัยและสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ โดยเร่งรัดให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องทุกแห่งเข้มงวดกวดขัน กำกับ และติดตามการดำเนินงานในอุตสาหกรรมแร่อย่างใกล้ชิด 

และดำเนินการตามมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตในอุตสาหกรรมแร่อย่างจริงจังโดยเร็ว เพื่อมิให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม ปัญหาความปลอดภัยและสุขภาพของประชาชน อันอาจจะก่อให้เกิดการต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่ได้

4.กำหนดให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ สำรวจ และจัดทำแผนที่แสดงที่ตั้งและจำนวนของทรัพยากรแร่ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทั้งที่อยู่ในที่ดินของรัฐ และในที่ดินของเอกชน ตามศักยภาพแร่ของแต่ละพื้นที่ซึ่งจะต้องมีการประเมินเป็นประจำทุกๆ ปี

รวมถึง ปรับโครงสร้างหน่วยงานราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 2 หน่วยงานหลัก คือ กระทรวงอุตสาหกรรม และ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้บูรณาการ การพิจารณาอนุญาตสัมปทานเหมืองแร่แบบ จุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ให้เสร็จสิ้นในหน่วยงานรับผิดชอบหลัก เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการพิจารณาออกใบอนุญาตประทานบัตรเหมืองแร่

คณะรัฐมนตรีมีมติ รับทราบมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตในอุตสาหกรรมแร่ ที่ ป.ป.ช. เสนอ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2558 โดยมอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานหลักรับข้อเสนอของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไปพิจารณาร่วมกับ กระทรวงการคลัง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม คณะกรรมการกฤษฎีกา กพ. คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กพร. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

เพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของมาตรการดังกล่าว และสรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ในภาพรวม ส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง เมื่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาและมีมติแล้ว สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะได้แจ้งผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต่อไป

ต่อมากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่งรายงานการประชุมพิจารณาแนวทางดำเนินงานมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตในอุตสาหกรรมแร่ ถึงปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และส่งหนังสือเวียนถึง อุตสาหกรรมจังหวัดทุกจังหวัด โดยมีการแก้ไขสาระสำคัญเพิ่มเติมในรายงานดังกล่าวที่ได้จากการประชุมร่วมระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2558 คือ 

1. กำหนดยุทธศาสตร์เกี่ยวกับ การบริหารจัดการทรัพยากรแร่เป็นนโยบายหลักของรัฐบาล เป็นมาตรการที่สอดคล้องกับการดำเนินงานของกรมทรัพยากรธรณี ซึ่งประกอบด้วย ‘ความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจและสังคม สถานภาพและความเป็นไปได้ของโครงการ และความรู้ทางธรณีวิทยา เพื่อบ่งชี้ระดับความเชื่อมั่นของปริมาณทรัพยากรแร่ที่ทำการประเมิน’

2. เพื่อให้กระบวนการอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมแร่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ ควรมีการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ‘เพื่อลดขั้นตอน และระยะเวลาในการดำเนินงานของแต่ละหน่วยงาน โดยให้นำ มติ ครม. เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2550 เรื่องการปรับปรุงกระบวนการพิจารณาอนุญาตประทานบัตรเหมืองแร่ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้กำหนดขั้นตอนและระยะเวลาในการพิจารณาแล้ว มาประกอบการพิจารณาการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงาน’

ล่าสุด นายชาติ หงส์เทียมจันทร์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) รายงานข่าวผลการดำเนินงานว่า ได้ส่งหนังสือถึงผู้ประกอบการเหมืองแร่กว่า 200 ราย หรือคิดเป็น 30% ของเหมืองแร่ทั้งหมดในไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเหมืองหินปูน-ยิปซั่ม ที่มีความบกพร่องด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม และบกพร่องในกระบวนการควบคุมการประกอบโลหกรรม และการประกอบการทุกประเภทที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ให้เร่งแก้ไขปรับปรุงการประกอบกิจการ 

โดยระบุด้วยว่า ภายหลังการตักเตือน ผู้ประกอบการเหมืองแร่ 160 ราย ได้แก้ไขปรับปรุงการดำเนินกิจการตามคำสั่งอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ ขณะที่อีก 40 ราย อยู่ระหว่างติดตามประเมินผล ซึ่งหาก กพร. พบว่ายังไม่สามารถปรับปรุงได้ อาจจะมีการพิจารณาเพิ่มโทษตามความเหมาะสม โดยจะสั่งปรับเป็นเงินหรือสั่งปิดเหมืองแร่จนกว่าจะแก้ไขปรับปรุงได้ตามกรอบที่กำหนด และโทษขั้นสูงสุดคือการเพิกถอนประทานบัตร แต่ยังไม่มีการสั่งเพิกถอนประทานบัตรแต่อย่างใด

ขณะที่ข่าวอีกด้าน อธิบดี กพร. ชี้แจงเช่นกันว่า ขณะนี้มีการขออนุญาตอาชญาบัตรสำรวจเหมืองแร่ทองคำ 100 แปลง แต่ยังไม่ได้มีการออกใบอนุญาตอาชญาบัตร เนื่องจากคำสั่งตามมติคณะรัฐมนตรี ปี 2550 ห้ามออกอาชญาบัตรและประทานบัตรการทำเหมืองแร่ทองคำทั้งหมด ‘จนกว่าจะมีการแก้ไข มติ ครม.’

ส่วนประทานบัตรเหมืองแร่ทองคำที่ขอเข้ามาในขณะนี้ มีเพียง 1 ราย เป็นของ บริษัท ทุ่งคำ ที่จะเดินหน้าได้จริง 4-5 แปลง แต่ขณะนี้ก็ไม่สามารถอนุมัติได้ เพราะว่าติด มติ ครม. ห้ามออกใบอนุญาตเช่นกัน

ตามมาด้วยข่าว นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงผลงานรอบ 1 ปี ของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยอ้างว่าจะมีส่วนในการกระตุ้นเม็ดเงินลงทุนภาคอุตสาหกรรม 1 ล้านล้านบาท กระตุ้นผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โตได้ 1-2% 

โดยแหล่งที่มาของเงินทุนสำคัญๆ ได้แก่ การยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบคลัสเตอร์ การยื่นขอตั้งโรงงาน (รง.4) การลงทุนขยายอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ซึ่งสามารถนำมาผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น จาก 1,542 เมกะวัตต์ เป็น 4,000 เมกะวัตต์ การยื่นขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ผ่าน กพร. แผนการจัดการกากอุตสาหกรรม (พ.ศ.2558 -2562) ซึ่งทั้งหมดนี้ได้มีการแก้ปัญหาผังเมืองที่กระทบต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไว้พร้อมสรรพ

ทั้งนี้ หากตั้งต้นสั้นๆ จาก การเสนอ มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตในอุตสาหกรรมแร่ เข้า ครม. โดยชูนโยบาย ‘การคุ้มครองป้องกันทรัพยากรแร่เป็นวาระแห่งชาติ’ และ กำหนดยุทธศาสตร์เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรแร่เป็น ‘นโยบายหลักของรัฐบาล’

คงคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าได้ว่าความสำคัญที่จะหายไปอันดับแรก คือ ‘การคำนึงถึงความคุ้มค่าของการสูญเสียทรัพยากรแร่กับสิทธิและผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน โดยเฉพาะการพิจารณาทางเลือกในการบริหารจัดการทรัพยากรแร่ การเลือกที่จะเก็บทรัพยากรแร่ชนิดที่มีมูลค่าและขาดแคลนไว้ก่อนการจัดลำดับการใช้ประโยชน์’

ส่วนผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยและสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ กพร.คงใช้คำสั่งที่ให้เหมืองแร่ 200 ราย แก้ไขปรับปรุงกิจการ มาลบล้างความล้มเหลวที่ไม่สามารถบริหารจัดการในการป้องกันไม่ให้การประกอบกิจการเหมืองแร่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชน

ส่วนหัวใจสำคัญที่ยังคงอยู่ ไม่เคยหายไปไหน ไม่ว่าจะปรากฏอยู่ใน แผนพัฒนาแร่เศรษฐกิจสำคัญ 5 ชนิด นโยบายการสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำ แผนแม่บทป่าไม้ฯ การแก้ไขกฎหมายป่าไม้ หรือ กฎหมายแร่ ทั้งหมดล้วนเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับความพยายามที่จะเร่งรัดใน ‘การกำหนดพื้นที่ศักยภาพแร่ หรือ ไมนิ่งโซน’ เพื่อให้นักลงทุนขอประทานบัตรทำเหมืองได้ไม่ว่าแหล่งแร่นั้นจะอยู่ในพื้นที่ประเภทใดก็ตาม

ความต้องการที่จะให้มีการทำเหมืองแร่อย่างไม่รู้จบ ไม่รู้จักพอ ไม่คิดถึงผลระยะยาว จึงสะท้อนวิสัยทัศน์และจิตสำนึกของผู้บริหารประเทศและข้าราชการที่เกี่ยวข้องทั้งองคาพยพว่า ไม่ได้คำนึงถึงผลประโยชน์ชาติที่แท้จริง ไม่ได้คำนึงถึงทุกข์ร้อนของประชาชน และไม่ได้สำเหนียกต่อบาปกรรมในความเจ็บป่วยล้มตายของประชาชนรอบเหมืองทอง และเหมืองแร่อื่นๆ ที่เห็นชัดเจนมาเนิ่นนาน

แม้กระทั่งกรณีที่กลุ่มชายฉกรรจ์ติดอาวุธนับร้อยเข้าไปทุบตีทำร้ายชาวบ้านถึงหมู่บ้าน (คลิกอ่าน: รำลึกเหตุการณ์ “ครบรอบ 1 ปี 15 พฤษภา วันขนแร่เถื่อนแห่งชาติ”) การฟ้องเด็กอายุ 15 ปี ก็ยังไม่เห็นมีสามัญสำนึกใดๆ ที่แสดงให้เห็นว่า ผู้บริหารบ้านเมืองหรือข้าราชการได้เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา เยียวยาบำบัดด้วยความจริงใจ 

ซ้ำร้ายกว่าการเพิกเฉย คือ ยังพยายามทุกทางที่จะให้มีการเปิดเหมือง ขยายพื้นที่ทำเหมืองต่อไป โดยยึดอำนาจเบ็ดเสร็จเพียงคำว่า “แร่เป็นของรัฐ” ซึ่งตอกย้ำว่ารัฐมีหน้าที่เพียงอย่างเดียว คือ “ให้นายทุนขุดแร่ขึ้นมาขาย”

จากนี้ไปจับตา มติ ครม. การแก้กฎหมาย ไมนิ่งโซน การปลดล็อคเพื่อขยายเหมืองทอง การขายทรัพยากรให้นายทุนฯ

อนาคตทรัพยากรของประเทศไทยได้ดำเนินมาถึงตอนอวสานในยุคนี้นี่เอง.

สืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม
http://www.dpim.go.th/activity/article?articleid=6414
http://www.industry.go.th/oig/index.php/component/k2/item/505-2015-12-01-02-06-42

 ABOUT THE AUTHOR

Blogtizen เป็นพื้นที่กลางสำหรับเปิดรับงานเขียน บทความ ทัศนะวิจารณ์ สารคดี ผ่านการคัดเลือกดูแลเนื้อหาโดยกองบรรณาธิการเว็บไซต์ โดยสามารถส่งต้นฉบับมาให้เราได้ที่ ctzthaipbs@gmail.com