แมน ปกรณ์ | ถ้ารู้จักดาวดินตั้งแต่อยู่ตอนนั้น ผมคง…

แมน ปกรณ์ | ถ้ารู้จักดาวดินตั้งแต่อยู่ตอนนั้น ผมคง…

20151907135547.jpg

แมน ปกรณ์

1.

“ถ้ารู้จักดาวดินตั้งแต่ตอนนั้น ผมคงไม่ไปเรียนจุฬาฯ”

บักแซม พรชัย ยวนยี อดีตเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ปี 2555 ประกาศก้องกลางวงสังสรรค์ในค่ำคืนหนึ่ง ณ ลานกลางบ้านดาวดิน ริมขอบรั้วมหาวิทยาลัยขอนแก่น

“ผมคงเลือกเรียน นิติศาสตร์ ม.ขอนแก่น แล้วสมัครเข้ากลุ่มดาวดิน และคงจะบ้าแบบเดียวกับพวกคุณ” ไอ้บักแซมคนเดิมย้ำความปรารถนาหากตนเองย้อนเวลากลับไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยใหม่ได้

ผมจำไม่ได้เหมือนกันว่าตนเองรู้สึกถึงความเท่ของกลุ่มดาวดินมันสถาปนาขึ้นมาตั้งแต่ตอนไหน แต่หากจะพูดถึงบทสรุปในห้วงคำนึงของผมเองแล้ว ผมคงต้องประกาศเช่นเดียวกับบักแซม “ถ้ารู้จักดาวดินตั้งแต่ตอนนั้น ผมคงไม่ไปเรียน ม.บูรพา”

แต่เปล่าประโยชน์ที่จะมานั่งบ่นเสียดงเสียดายกับวันวัยที่ผ่านพ้น ทั้งการที่ผมและบักแซมไม่รู้จักดาวดินตั้งแต่ก่อนที่จะเรียนมหาวิทยาลัย ต่างก็ทำให้เกิดความแตกต่างอย่างมีนัยยะสำคัญต่อบรรยากาศการเคลื่อนไหวของขบวนการคนรุ่นใหม่ ในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา

แม้เราไม่ได้อยู่ดาวดิน แต่เรากลับรู้สึกว่าเราเป็นเพื่อนกับดาวดินตั้งแต่ลมหายใจแรกที่ได้รินรดให้กับการเคลื่อนไหวเพื่อชาวบ้าน เพื่อประชาชน  นั่นคือสิ่งที่ผมและบักแซมรู้สึก

“ผมยอมใจพวกมันว่ะ ผมพร้อมจะติดคุกเพราะดาวดินแม่งติดคุก คุณคิดดูสิ ของแบบนี้มันจะหาได้จากไหน ผมทนเห็นดาวดินติดคุกโดยที่เรานั่งแดกเหล้ากันอยู่ข้างนอกไม่ได้” บักแซมซึ่งตอนนั้นเป็นผู้ต้องหาที่ 2 ในคดี 14 นักศึกษา/นักกิจกรรมกระซิบบอกผมตอนอยู่ในเรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพฯ

เช่นเดียวกัน ยามใดที่ผมรู้สึกทดท้อในความฝันต่อการเปลี่ยนแปลงสังคม ผมมักนึกถึงดาวดิน กลุ่มนักศึกษาเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ซึ่งหาญกล้าท้าประจัญต่อนายทุนและรัฐบาลที่ไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือมาจากกระบอกปืน

ดาวดินจึงเป็นแรงบันดาลใจให้เพื่อนได้เอาหลังพิงไว้ แล้วก้าวต่อไปบนถนนของการทำกิจกรรมเพื่อสังคม อย่างที่ผมมักยอมรับสารภาพด้วยความเต็มใจต่อพี่น้องกลุ่มลูกชาวบ้าน ม.บูรพา ว่า “เราต้องทำงานแบบดาวดิน เราต้องทำให้ได้อย่างดาวดิน”

ผมคิดว่าการที่ดาวดินยืนหยัด เป็นการทำให้หลายๆ คนยืนหยัด ในขณะเดียวกัน การที่ดาวดินกล้าท้าทายต่อกรต่ออำนาจอันไม่เป็นธรรมของรัฐ ก็ยิ่งเป็นการสุมฟืนไฟแห่งการเปลี่ยนแปลงให้ลุกโชน

ไม่ว่าในวงสังสรรค์หรือห้องประชุม ไม่ว่าบนถนนในเมืองหลวงหรือหัวไร่ปลายนาที่เมืองเลย ดาวดินคือดาวดิน พวกเขาเคลื่อนไหวอย่างสนุกสนาน อย่างที่เราได้เห็นการเต้นประกอบเพลง No Coup ที่หน้า สน.ปทุมวันหรืออนุสาวรียประชาธิปไตย ในช่วงสองสามวันก่อนที่พวกเราจะถูกจับพร้อมกัน

ถึงแม้ร้อยยิ้มและเสียงหัวเราะจะแปรเปลี่ยนเป็นคราบน้ำตา เมื่อยามที่พวกเราถูกแยกแดนตอนอยู่ในเรือนจำ นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าดาวดินยอมแพ้ แต่ครั้งแรกที่ผมได้เห็นไผ่ หรือโต้งดาวดิน (บก.วารสารเล่มนี้ ) ร้องไห้ตรงหน้า แววตาของพวกเขากลับยังคงมุ่งมั่น แข็งกร้าว และไม่ยอมแพ้

 

2.

ไม่น่าเชื่อว่าครบรอบ 12 ปี ดาวดิน กลับเป็นครั้งแรกที่ผมจะได้ไปโผล่ในงาน ทั้งที่น่าจะมีโอกาสได้ไปลิ้มรสวงพูดคุยยามค่ำคืนตามสไตล์ดาวดินในงานครบรอบหลายๆ ปีก่อนหน้านี้

หากดาวดินเป็นหญิงสาวสักคนหนึ่ง ผมก็รู้จักมักคุ้นเรียนรู้กับเธอมานานกว่า 8 ฤดูฝนแล้ว นั่นมากเกินพอที่ผมจะหลงรักดาวดินจนหัวปักหัวปำ และพร้อมจะเข้าพกเข้าหอขอเธอแต่งงาน แต่เมื่อดาวดินไม่ใช่หญิงสาว ทั้งกลับเป็นกลุ่มกิจกรรมนักศึกษาซึ่งเต็มไปด้วยชายหนุ่ม หน้าตา โหด ดิบ เถื่อน ผมจึงต้องแปรเปลี่ยนความปรารถนาเป็นความมุ่งมั่น ที่จะต้องเดินทางไปร่วมงานครบรอบ 12 ปี ดาวดินให้ได้

ไม่ว่าท่านจะอ่านงานเขียนชิ้นนี้จากที่ไหน หรือเวลาใดก็ตาม ผมคงอยู่ในงานเลี้ยงสังสรรค์ที่บ้านดาวดินแล้ว

ผมอยากให้ท่านได้ยกแก้วตำจอกให้เด็กหนุ่มวัย 20 ปี สองคน นั่นคือบักไนซ์และบักพายุ ดาวดิน ผู้เป็นพลังใจสำคัญให้ผมได้มีสมาธิมากพอที่จะกระตุ้นเตือนให้ตัวเองมีกำลังในการต่อสู้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีความกลัวอยู่เกินครึ่งของความกล้าก็ตาม

“เมื่อคนหนุ่มลงมือทำ โลกจะเปลี่ยน”   ใครสักคนหนึ่งกล่าวไว้

 

3.

“ฝากเอาหัวล้านคุณชนหัวพวกมันทุกคนเลย” บักแซมส่งข้อความผ่านทางช่องแชทเฟซบุ้ค ข้ามมาจากอีกฝั่งหนึ่งของโลก ให้ผมแสดงท่าทางทักทายแบบเดียวกับที่พวกเราเคยทำกันในเรือนจำ

มาถึงบรรทัดนี้ผมคงไม่ต้องกล่าวอวยพรใดๆ ให้ดาวดินแล้ว เพราะมันคงไม่มีถ้อยคำใดๆ บรรยายความรู้สึกได้หมด อย่างไรก็ดีคงต้องบอกว่า การไม่รู้จักดาวดินตั้งแต่อยู่ตอนนั้นก็ดีเหมือนกัน

อย่างน้อยขบวนการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ จะได้มีพวกบ้าไม่มากนัก ไว้คอยเขียนถึงพวกมัน แบบที่ผมกำลังเขียน

เหนือสิ่งอื่นใด การที่คนหนุ่มสาว คนรุ่นใหม่ หรือ #ไอ้พวกนักกิจกรรม ต่างแตกสายแยกกอไปสร้างพื้นที่ของตนเอง อยู่กับปัญหาของชาวบ้าน ความทุกข์ของประชาชนในชุมชนของตนเอง นั่นต่างหากที่น่าจะส่งผลต่อความฝันในการที่เราเปลี่ยนแปลงสังคมได้แท้จริง เพราะเราต่างก็รู้กันดีว่า สังคมมันได้บิดเบี้ยวเพียงเพราะความชั่วของนักการเมืองหรือข้าราชการ แต่เพราะโครงสร้างที่ผิดปกติต่างหากที่เป็นปัญหา

ถึงแม้จะย้อนเวลากลับไปไม่ได้ แต่ผมคงไม่นึกเสียดายถึงเรื่องที่ตนเองไม่รู้จักดาวดินตั้งแต่ตอนนั้น

เพราะไม่ว่าจะอย่างไร ไม่ว่าผมจะเป็นลูกชาวบ้าน หรือผู้ต้องขังชายชื่อ ‘แมน ปกรณ์’ ผมกับดาวดิน  #เราคือเพื่อนกัน เสมอ

(เผยแพร่ครั้งแรกในวารสารดาวดิน ฉบับ ครบรอบ 12 ปี กรกฎาคม 2558)

 ABOUT THE AUTHOR

Blogtizen เป็นพื้นที่กลางสำหรับเปิดรับงานเขียน บทความ ทัศนะวิจารณ์ สารคดี ผ่านการคัดเลือกดูแลเนื้อหาโดยกองบรรณาธิการเว็บไซต์ โดยสามารถส่งต้นฉบับมาให้เราได้ที่ ctzthaipbs@gmail.com