‘ใช่ บุญทองเล็ก’ การต่อสู้ที่เอา ‘ชีวิต…แลกผืนดิน’ ของชาวชุมชนคลองไทรฯ

‘ใช่ บุญทองเล็ก’ การต่อสู้ที่เอา ‘ชีวิต…แลกผืนดิน’ ของชาวชุมชนคลองไทรฯ

20161403012700.jpg

“สิ่งที่น่ากลัวมันเกิดขึ้นแล้ว มันผ่านไปแล้ว ต่อไปถ้าอะไรจะเกิดอะไรกับเราอีกก็ช่างมัน ต่อไปในการต่อสู้ให้ได้ที่ดินมาก็เพื่อลูกหลาน แต่ถ้าเราจะตาย ก็ตายไป…”

อุษา สุวรรณพัฒน์ พูดถึงความรู้สึกของเธอต่อการจากไปของ ‘ใช่ บุญทองเล็ก’ ผู้เป็นสามี ในเวทีสาธารณะที่พูดถึงกรณีการคุกคามนักปกป้องสิทธิระดับชุมชน ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ก่อนที่ศาลจะมีคำตัดสินคดีราวหนึ่งสัปดาห์

วันที่ 15 มี.ค.นี้ ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษา ‘คดีสังหารใช่ บุญทองเล็ก’ เป็นคดีหมายเลขดำที่ 1273/2558 ที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลย 1 คน ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยมีญาติของนายใช่เข้าเป็นโจทก์ร่วมด้วย 

แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 1 ปี แต่ความโศกเศร้าของครอบครัวผู้สูญเสียยังคงมีอยู่ โดยสื่อสารผ่านสายตา รวมทั้งน้ำเสียงสั่นเครือที่ปรากฎในแทบทุกถ้อยคำที่พูดถึงผู้จากไปและเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่เกิดขึ้น

“ไม่คิดว่าคนในครอบครัวจะมาเสียชีวิตจากการเรียกร้องสิทธิในที่ดินทำกิน” อุษา ยังคงพูดประโยคนี้ซ้ำๆ กับผู้ที่เข้ามาถามไถ่

20161403011217.jpg

ภาพในอดีตของ ใช่ บุญทองเล็กและอุษา สุวรรณพัฒน์ ภรรยา  

เมื่อวันที่ 11 ก.พ.2558 เวลาประมาณ 18.30 น. ใช่ บุญทองเล็ก อายุ 61 ปี สมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) และเป็นแกนนำผู้ก่อตั้งชุมชนคลองไทรพัฒนา อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี ถูกคนร้าย 2 คน ใช้รถจักยานยนต์เป็นพาหนะมาจอดที่หน้าบ้านซึ่งเป็นร้านขายของชำและเข้ามากระหน่ำยิงจนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

ในชั้นสอบสวนมีผู้ถูกตั้งข้อกล่าวหา 3 คนคือผู้ขับขี่จักรยานให้มือปืน มือปืนที่ลงมือยิง และผู้จ้างวาน แต่อัยการได้สั่งฟ้องผู้ต้องหาเพียงคนเดียว คือผู้ที่ขับขี่จักรยานยนต์ให้มือปืน ทำให้ผู้ต้องหาอีก 2 คน ไม่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและยังคงลอยนวล 

แม้จะบอกว่าไม่ได้ตั้งความหวังอะไรไว้ แต่ญาติผู้สูญเสีย ชาวบ้านชุมชนคลองไทร และสมาชิก สกต.ก็ยังคงเฝ้ารอว่ากระบวนการยุติธรรมที่จะนำความเป็นธรรมมาสู่ผู้สูญเสียในสักวัน

ที่ชุมชนคลองไทรพัฒนา ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เกษตรกรซึ่งลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิในการทำกินท่ามกลางปัญหาความขัดแย้งต้องเผชิญกับความรุนแรง ทั้งการข่มขู่ การใช้อิทธิพลมืดกลั่นแกล้ง และการกระทำรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต 4 คน ซึ่งล้วนแล้วแต่ยังไม่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ

20161403012730.jpg

สมพร พัฒภูมิ คือสมาชิกของชุมชนคลองไทรพัฒนารายแรกที่ต้องสูญเสียชีวิต จากการถูกกลุ่มคนร้ายใช้อาวุธปืนลูกซองและปืนเอ็ม.16 ยิงเข้าใส่วงสนทนาและรับประทานอาหารค่ำที่นอกชานหน้าที่พักของฟอง ขุนฤทธิ์ เพื่อนบ้าน เมื่อวันที่ 11 ม.ค.2553

ต่อมา เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2555 เวลา 07.00 น. มณฑา ชูแก้ว อายุ 50 ปีเศษ และปราณี บุญรักษ์ อายุ 52 ปี สมาชิกหญิงที่อยู่อาศัยในชุมชนคลองไทรพัฒนา มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 ขี่รถจักรยานยนต์เดินทางออกจากชุมชนเพื่อไปขายผักที่ตลาดตามกิจวัตรประจำวัน ถูกซุ่มยิงด้วยอาวุธสงครามจากคนร้ายไม่ทราบจำนวนจนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุทั้ง 2 คน 

จนมาถึงกรณีล่าสุดคือ ใช่ บุญทองเล็ก 

20161403012923.jpg

ความสูญเสียที่เกิดขึ้นเหล่านี้ เกี่ยวเนื่องกับการต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดินทำกินของชาวชุมชนคลองไทรพัฒนา ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของชาวบ้านประมาณ 120 ครัวเรือน ตั้งแต่ปี 2546 และได้ก่อตั้งเป็นชุมชนเมื่อปี 2551 เพื่อทวงคืนสิทธิอันชอบธรรมในที่ดินเขตที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ที่ ส.ป.ก.) จำนวน 1,000 ไร่เศษ ที่บริษัท จิวกังจุ้ยพัฒนา จำกัด เข้าครอบครองปลูกปาล์มน้ำมันโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ที่ผ่านมาชุมชนได้เรียกร้องให้รัฐนำที่ดินมาจัดสรรให้กับเกษตรกร เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตพื้นที่ป่าไม้ซึ่งต่อมาทางกรมป่าไม้ได้ประกาศเป็นพื้นที่ปฏิรูปเพื่อเกษตรกรรมในปี 2537 แต่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ไม่สามารถนำที่ดินบริเวณดังกล่าวมาจัดสรรให้กับเกษตรกรได้ เนื่องจากบริษัทฯ ไม่ยอมย้ายออกจากพื้นที่ จนทำให้เกิดการฟ้องคดีในปี 2548 ให้บริษัทจิวกังจุ้ยฯ ออกจากพื้นที่

เมื่อปี 2550 ส.ป.ก.ชนะคดีในศาลชั้นต้น โดยศาลสั่งให้บริษัทฯ ออกจากพื้นที่ของ ส.ป.ก. แต่บริษัทฯ ยื่นอุทธรณ์ และขอทุเลาการบังคับคดี 

จนถึงปัจจุบันคดีสิ้นสุดแล้ว โดยเมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2557 ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษาตัดสินยืนตามศาลชั้นต้นให้บริษัทฯ เป็นฝ่ายแพ้คดี และให้ขนย้ายทรัพย์สิน และบริวารออกจากพื้นที่พิพาท

เมื่อแรกนี่ดูเหมือนจะเป็นข่าวดี แต่กลับกลายเป็นว่าชาวชุมชนคลองไทรพัฒนาต้องโดนหางเลขไปด้วยจากการบังคับคดี เนื่องจาก ส.ป.ก.ต้องการให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่ เพื่อเคลียร์ที่ดินแปลงดังกล่าวให้เป็นแปลงว่าง ก่อนนำมาจัดสรรให้กับเกษตรกรที่มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนดต่อไป ทั้งยังมีการขู่ว่าจะใช้ ม.44 ในการขับไล่ชาวบ้านด้วย

นี่คือความปวดร้าวครั้งใหม่ที่ชาวบ้านต้องพบเจอ ในระหว่างเส้นทางของการต่อสู้เพื่อการปฏิรูปที่ดินและแบ่งสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรมแก่เกษตรกรผู้ยากไร้

20161403011753.jpg

สุรพล สงฆ์รัก กรรมการบริหารสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) เล่าว่า ก่อนหน้านี้ ชาวชุมชนคลองไทรพัฒนาไม่ได้นิ่งนอนใจที่จะอยู่ในพื้นที่พิพาท แต่พยายามยื่นขอเช่าพื้นที่โดยสหกรณ์การเกษตรสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ ต่อ ส.ป.ก.แต่ไม่เคยได้รับการอนุญาต ขณะที่บริษัทนายทุนกลับสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิต ในระหว่างกระบวนการฟ้องร้องเป็นคดีความกับ ส.ป.ก. นั่นทำให้ชาวบ้านตั้งคำถามถึงความไม่เป็นธรรมที่พวกเขาได้รับ 

“เหมือนชาวบ้านเป็นหมาล่าเนื้อ พอได้เนื้อมาแล้วก็ถูกไล่ออก” ประทีป ระฆังทอง ประธานสหกรณ์การเกษตรสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ กล่าว พร้อมเล่าว่าที่ผ่านมาชาวบ้านถูกใช้อำนาจมืดจากอิทธิพล และขณะนี้กำลังถูกใช้อำนาจกฎหมายคือการไล่ลื้อ บังคับคดี

ถึงตอนนี้ ชาวบ้านชุมชนคลองไทรพัฒนาที่เหลืออยู่ราว 70 ครอบครัว นอกจากต้องหวาดกลัวกับกลุ่มอิทธิพลในพื้นที่ที่เผชิญหน้ากันมายาวนาน ยังหวาดผวากับการบังคับคดีโดยหน่วยงานรัฐที่ไม่รู้ว่าจะมาถึงตัววันไหน  

“บนเส้นทางของคนที่ลุกขึ้นมาต่อสู้ มีปลายทางให้เลือกคือคุกและโลงศพ” คำพูดด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจของชาวบ้านนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนคนหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ยังคงถูกตอกย้ำด้วยความสูญเสียครั้งแล้วครั้งเล่าที่ปรากฏอยู่จนถึงวันนี้ 

สำหรับชาวชุมชนคลองไทรพัฒนา “ชีวิต…แลกผืนดิน” ของพวกเขา อาจต้องกลายเป็นสิ่งไร้ค่า เมื่อประชาชนถูกรุกไล่ทั้งจากอำนาจอิทธิพล และอำนาจรัฐ แล้วอะไรจะเป็นที่พึ่งสำหรับพวกเขา
 

ที่มาภาพ: สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.)

 ABOUT THE AUTHOR