‘พีมูฟ-ภาครัฐ’ ประชุมร่วมไม่คืบ ปัญหาที่ดินทำกิน-ปมแผนแม่บทป่าไม้

‘พีมูฟ-ภาครัฐ’ ประชุมร่วมไม่คืบ ปัญหาที่ดินทำกิน-ปมแผนแม่บทป่าไม้

ไทบ้านผู้ไร้สิทธิสกลนคร ยื่นหนังสือร้องเรียนที่ดินทำกินต่อสำนักปลัดนายกรัฐมนตรี ด้านที่กระทรวงทรัพย์ฯ การประชุมร่วมระหว่างพีมูฟ กับ หน่วยงานรัฐ เพื่อหาแนวทางร่วมแก้ไขปัญหาที่จะส่งผลต่อความเดือดร้อนในการดำเนินชีวิตอันปกติสุขของประชาชน ไม่คืบหน้า ประธานฯ สั่งปิดประชุมโดยเร่งด่วน

20150411231257.jpg

 

ศรายุทธ ฤทธิพิณ

3 พ.ย.2558 ประมาณ 09.00 น. ตัวแทนเครือข่ายไทบ้านผู้ไร้สิทธิสกลนคร จาก อ.ส่องดาว อ.วาริชภูมิ อ.นิคมน้ำอูน อ.กุดบาก อ.ภูพาน จ.สกลนคร และ อ.สมเด็จ อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ ที่ได้รับผลกระทบความเดือดร้อนกรณีพื้นพิพาทจากการประกาศพื้นที่ป่าไม้เป็นอุทยานแห่งชาติภูผาเหล็ก รวมทั้งตัวแทนชาวบ้านจัดระเบียบ ต. หลุบเลา อ.ภูพาน จ.สกลนคร ที่ได้รับผลกระทบจากป่าสงวนแห่งชาติป่าดงชมภูพาน-ดงกะเฌอ เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อผู้อำนวยการสำนักงานสำนักปลัดนายกรัฐมนตรี เพื่อร้องเรียนให้ประชาชนผู้เดือดร้อนในที่ดินทำกินสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ทำกินได้โดยปกติสุข

จันทร โพธิ์จันทร์ ตัวแทนชาวบ้านหนองแวง หมู่ 19 ต.วาริชภูมิ อ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร กล่าวว่า การยื่นหนังสือส่งผ่านทางศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ เพื่อให้ผู้อำนาจพิจารณาสั่งการให้เจ้าหน้าที่ยุติการดำเนินใดๆ ที่เป็นการเพิ่มภาระแก่ความทุกข์ยากของชาวบ้าน ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ ที่เข้าตรวจยึดพื้นที่ดินทำกิน โดยห้ามชาวบ้านเข้าไปทำประโยชน์ในที่ทำกิน และทำลายพืชผลของชาวบ้าน ดังเช่น เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 58 เจ้าหน้าที่สนธิกำลังบุกเข้าไปสวนยางพาราของนางจันทรา บังหอม อายุ 82 ปี โดยตัดฟัน โค่นต้นยางไปจำนวนกว่า 2,000 ต้น อีกทั้งขอให้ยุติการจับกุมดำเนินคดีกับชาวบ้านเหมือนที่ผ่านมา เช่น กรณีชาวบ้านจัดระเบียบ ถูกดำเนินคดีไปแล้วกว่า 34 ราย ในข้อกล่าวหาป่าสงวนแห่งชาติป่าดงชมภูพาน-ดงกะเฌอ

จันทร บอกอีกว่า กรณีข้อพิพาทที่ดินทำกินของเครือข่ายไทบ้านผู้ไร้สิทธิสกลนคร นับแต่ปี 2553 ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินการแก้ไขปัญหาระหว่างภาคประชาชนกับหน่วยงานรัฐมาหลายครั้ง โดยมติที่ประชุมให้ชะลอการจับกุม ดำเนินคดีต่อชาวบ้าน และให้ชาวบ้านสามารถเข้าทำประโยชน์ในที่กินทำกินเดิมได้ นอกจากนี้ได้เข้าร่วมกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม โดยเฉพาะหลังรัฐประหาร คสช. มีคำสั่งที่ 64/57  และแผนแม่บทป่าไม้ฯ ได้ร่วมยื่นหนังสือข้อร้องเรียน รวมทั้งมีการประชุมร่วมกับรัฐบาลหลายครั้ง โดยมีมติให้ชะลอการดำเนินการใดๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อความเดือดร้อนของประชาชน แต่ในภาคปฏิบัติเจ้าหน้าที่กลับไม่ดำเนินตามมติข้อตกลง ใช้มาตรการทางกฎหมาย ข่มขู่ คุกคาม จับกุมดำเนินคดีต่อชาวบ้านดังที่กล่าวมา

“เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาความเดือดร้อนที่จะส่งผลกระทบต่อชีวิตความปกติสุขที่อาจเกิดขึ้นอีกครั้งทั้ง และในระหว่างรอผลการแก้ไขปัญหาของคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง ให้ชาวบ้านสามารถเข้าทำประโยชน์ในที่ดินเดิมไปพลางก่อนจนกว่าจะมีการตั้งคณะทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนต่อประชาชน จึงจำเป็นต้องร่วมเดินทางเพื่อยื่นหนังสืออีกครั้ง โดยนายวัชเรนท์  คำเครื่อง ตัวแทนสำนักงานสำนักปลัดนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับเรื่องร้องเรียน พร้อมกล่าวว่าจะดำเนินการเสนอให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้พิจารณา นอกจากนี้ตัวแทนจะเดินทางเข้าร่วมประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่อาคารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นการต่อไป” จันทร บอกทิ้งท้าย

20150411231312.jpg

ในวันเดียวกัน (3 พ.ย.58) เวลาประมาณ 10.00 น. ณ ห้องประชุม 301 ชั้น 3 อาคารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มีการประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน เข้าร่วมประชุมกับตัวแทนองค์กรภาคประชาชน ในนามขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) เช่น เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปการเมือง และตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร กระทรวงมหาดไทย กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และกรมป่าไม้ เป็นต้น

สำหรับการประชุมร่วมระหว่าง ขปส.กับ หน่วยงานภาครัฐ เพื่อร่วมหาแนวทางการแก้ไขปัญหาที่จะส่งผลกระทบต่อความเดือดร้อนในการดำเนินชีวิตตามปกติสุขของประชาชน และให้เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินทำกินตามวิถีอันปกติไปพลางก่อน จนกว่ากระบวนการพิจารณาของส่วนราชการหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลพื้นที่ จะมีผลเป็นที่ยุติต่อไป

ทั้งนี้ วาระการประชุมเพื่อขอให้ภาครัฐพิจารณาทบทวนการดำเนินการตามแผนแม่บทการแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน คำสั่ง คสช. ที่ 64,66/2557 และกระบวนการพิสูจน์สิทธิ์ตามมติ ค.ร.ม. 30 มิถุนายน 2541 และการดำเนินงานโฉนดชุมชนตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553 โดยตัวแทนพีมูฟ ขอให้ภาครัฐเร่งดำเนินการนำพื้นที่จัดทำโฉนดชุมชน กรณีพื้นที่ที่มีการตรวจสอบร่วมกันระหว่างประชาชนและภาครัฐ เพื่อจัดเป็นที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยแบบแปลงรวม 

รวมทั้งเรื่องปัญหาคดีความและกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้มีสมาชิกในกลุ่มพีมูฟ จำนวนมากถูกจับกุมดำเนินคดีการบุกรุกพื้นที่ป่าโดยไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่กลับถูกจับกุมดำเนินคดี ทั้งที่ชาวบ้านถือครองการใช้ประโยชน์ในที่ดินทำกินมาก่อนการประกาศเป็นพื้นที่ป่า

สรุปผลการประชุม ที่เริ่มขึ้นเวลาประมาณ 10 – 12.00 น. ในครั้งที่ 1/2558 ไม่มีความชัดเจน รวมทั้งไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินการเท่าที่ควร โดยตัวแทนพีมูฟพยายามชี้แจงข้อเท็จจริงในแต่ละพื้นที่ว่ามีกระบวนการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาแล้ว ขณะเดียวกันประธานในที่ประชุมได้ยุติการประชุมอย่างเร่งด่วน โดยไม่ได้กล่าวสรุปถึงแนวทางการดำเนินการเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อวิถีชีวิตปกติของประชาชนแต่อย่างใด

 ABOUT THE AUTHOR

กองบรรณาธิการเว็บไซต์ citizenthaipbs.net ดูแล เรียบเรียง และรวบรวมเนื้อหาจากนักข่าวพลเมือง